เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 17 พฤษภาคม 2026 at 20:52.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,361
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,118
    ค่าพลัง:
    +26,919
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,361
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,118
    ค่าพลัง:
    +26,919
    วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๑๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศยามเช้าที่โรงแรม Sofitel Hangzhou Westlake เมืองหางโจว อยู่ที่ ๒๐ องศาเซลเซียส ประเทศจีนนี้ดวงอาทิตย์ขึ้นก่อนบ้านเรามาก ประมาณตี ๕ ก็โผล่พ้นขอบฟ้า ส่องแสงจัดจ้าไปทั่วแล้ว

    พวกเราต้องเก็บข้าวของให้เรียบร้อย เพราะว่าวันนี้ต้องเดินทางกลับมหานครเซี่ยงไฮ้ กระผม/อาตมภาพเองเท้าพอง จึงต้องเอาถุงเท้าออกมาใส่ เนื่องเพราะตั้งใจว่าจะลองไม่ใส่ถุงเท้าดู ปรากฏว่าเมื่อวานนี้พองเป็นตุ่มน้ำ "ไอ้ตัวเล็ก" (นางสาวพัชรีภรณ์ หยกอุบล) ไปหาเข็มมาเจาะให้ แต่หาเข็มไม่ได้ก็เลยใช้มีดผ่าแทน..! ต้องขอเจริญพรขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง ไม่เช่นนั้นวันนี้ก็คงจะเจ็บจนเดินลำบากทีเดียว

    ห้องอาหารเปิดเวลา ๖ โมงครึ่งตรงเป๊ะเหมือนเดิม ข้าวปลาอาหารก็ยังคงอร่อยเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าบรรดาบริกรหญิงชาย ท่าทางเอาจริงเอาจังราวกับหลุดมาจากหน่วยทหาร ทำให้กลืนอะไรไม่ค่อยลงคอเหมือนกัน เมื่อฉันเสร็จแล้ว กระผม/อาตมภาพก็หิ้วกระเป๋าและกระบอกน้ำลงมาข้างล่าง จัดการคืนคีย์การ์ดให้กับทางรีเซฟชั่น แล้วก็แอบหยิบเอาข้าวของที่เขาวางขาย มาถ่ายรูปเป็นการซื้อด้วยกล้องแทน..!

    ความจริงวันนี้เราเรียกรถไว้ ๘ โมงเช้า แต่ว่ายังไม่ทันจะ ๐๗.๕๐ น. รถก็มาพร้อมแล้ว พวกเราจึงต้องขึ้นรถเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ ไปถึงสถานีรถไฟความเร็วสูงหางโจวตงยังไม่ทันจะ ๘ โมงดี เข้าไปข้างในด้วยการสแกนพาสปอร์ตแล้วก็เข้าห้องน้ำ ซึ่งไม่ว่าจะเดินไปทางซ้าย หรือไปทางขวาก็ไกลพอกัน เนื่องเพราะว่าอยู่เกือบจะสุดสถานีรถไฟมหึมามโหฬารแห่งนี้..!

    เสร็จจากเข้าห้องน้ำแล้ว พวกเราก็มารออยู่ที่ประตู 19B เพื่อให้รถไฟเข้าเทียบท่า มวลมหาประชาชนจีนแน่นขนัดไปหมด บางคนก็วางกระเป๋ากั๊กที่นั่งเอาไว้เสียด้วย ต้องรอให้รถไฟขบวนของเขามาถึง แล้วลุกไปเข้าแถวรอขึ้นรถไฟ พวกเราถึงพอจะมีที่นั่งได้บ้าง..!

    เมื่อถึงคิวของพวกเราเข้าไป ซึ่งต้องสแกนพาสปอร์ตอีกที รถไฟมาด้วยความเร็วที่ค่อนข้างจะเร็วมาก จึงทำให้ถลำเลยจุดจอดไปเป็นช่วงตู้เลยทีเดียว..! พวกเราจึงต้องก้าวยาว ๆ ตามไป เมื่อขึ้นไปแล้วก็เหมือนเดิม ก็คือมีนักเลงดีสองคนมาแอบยึดที่นั่งของเราไปแล้ว..!

    เมื่อกระผม/อาตมภาพบอกว่าเป็นที่นั่งของคณะอาตมา เขาถึงลุกให้ รถไฟใช้เวลา ๕๗ นาทีตรงเป๊ะ วิ่งมาถึงสถานีซ่างไห่หงเฉียว มหานครเซี่ยงไฮ้ พวกเราเดินเป็นระยะทางค่อนข้างไกล สแกนบัตรออกจากสถานีแล้ว ก็ใช้แอพพลิเคชั่นเรียกรถ มาช้าตอนเรียกรถนี่เอง เนื่องเพราะว่าต้องเดินแล้วเดินเล่า กว่าที่จะไปถึงสถานที่ซึ่งรถมาจอดรับ..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,361
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,118
    ค่าพลัง:
    +26,919
    จากจุดนั้น พวกเราวิ่งไปยังโรงแรม Shanghai Waitan Blossom Yuyuan Garden เพื่อเข้าที่พักก่อน แล้วจะได้ออกไปหาอาหารกินกัน แต่ทางโรงแรมบอกว่ายังไม่สามารถจะเข้าพักได้ พวกเราจึงต้องฝากกระเป๋าเอาไว้ที่นั่น แล้วก็ออกไปหาอาหารรับประทาน โดยที่ "เผือกน้อย" (นายเฉลิมเดช รุจิราวรรณ) และ "ทิดโฮป" (นายกฤตบุญ ปัญจรัตนากร) ปรึกษาหารือกัน แล้วก็ใช้แอพพลิเคชั่นนำทางพาเดินออกไป

    จากหน้าโรงแรมข้ามถนนเลี้ยวขวาเลี้ยวซ้ายไปเรื่อย จนกระทั่งมาถึงที่แห่งหนึ่ง กระผม/อาตมภาพเห็นกำแพงแล้วก็ร้องว่า "เฮ้ย..นี่มันบ้านสวนยวี่หยวน..!" อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า "ใช่ครับ ร้านที่เราจะกินอยู่ตรงข้ามกับสะพานเก้าคดเคี้ยวนี่เอง"

    พวกเราต้องเดินฝ่ามวลมหาประชาชนไปยังภัตตาคาร ซึ่งถ้าหากว่าออกเสียงผิดก็ต้องขออภัยด้วย ชื่อว่าภัตตาคารลวี่ปอหลั่ง ซึ่งถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็ "ภัตตาคารคลื่นมรกต" เข้าไปแล้วพนักงานรีบพาเข้าไปยังห้อง ซึ่งมีบรรดาชาวจีนโต๊ะหนึ่งอยู่แล้ว เพราะว่าห้องนี้สามารถที่จะตั้งได้ ๒ โต๊ะ ทั้งหมดปรึกษาหารือกัน สั่งกับข้าวมาประมาณ ๑๐ อย่าง แต่ละอย่างลงมาล้วนแล้วแต่รสชาติดีสมกับที่มีสารพัดไกด์แนะนำเอาไว้..!

    กินแล้วกินเล่า กินล้างกินผลาญ จนไม่มีอะไรเหลือติดจานแล้ว คิดเงินออกมาเป็นเงินประมาณ ๙๕๐ หยวน สรุปแล้วพวกเรากินไปประมาณคนละ ๑๐๖ หยวนเท่านั้น แล้วกระผม/อาตมภาพก็นำทุกคนเดินกลับ โดยที่ตอนแรกก็ต้องแวะร้านกาแฟเสียก่อน เนื่องเพราะคนในคณะถ้าไม่มีกาแฟแล้วอาจจะขาดใจตายได้..!

    เมื่อได้กาแฟแล้ว กระผม/อาตมภาพก็นำเดินกลับ โดยที่ "เผือกน้อย" บอกว่า "ถ้าไม่มีแผนที่ผมจำทางไม่ได้" กระผม/อาตมภาพบอกว่า "ที่ไหนถ้าหลวงพ่อเคยผ่านทีหนึ่ง จะจำทางได้ประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์" พักเดียวเท่านั้นก็กลับมาถึงโรงแรม ต้องรอทางโรงแรมเคลียร์ห้องกันอีกพักใหญ่ กว่าที่จะได้กุญแจแล้วก็ขึ้นไปยังห้องพัก

    เก็บกระเป๋าเข้าห้องน้ำกันแล้ว ลงมาใช้แอพพลิเคชั่นเรียกรถ โดยที่"ไอ้ตัวเล็ก" "เผือกน้อย" และ "ทิดโฮป" ช่วยกันเรียก ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมคันของกระผม/อาตมภาพมาถึงเร็วแท้ แล้วก็เป็นรถคันเล็กกระเปี๊ยกเดียว นั่งได้แค่ ๓ คนเท่านั้น คือหน้า ๑ คน หลัง ๒ คน วิ่งตรงไปยังวัดพระหยก

    เมื่อไปถึงจอดรถบริเวณหน้าวัด "ลูกน้ำ" (ผศ.ดร.สพญ.ชลาลัย เรืองหิรัญ) ชะโงกหน้าไปดูที่ประตูแล้วบอกว่า "ไม่เสียเงินค่าเข้าชม" กระผม/อาตมภาพนึกว่าเป็นภาษาอังกฤษ ที่ไหนได้..มีภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลีและภาษาไทยครบถ้วน พวกเรารอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอ เนื่องเพราะว่าอีก ๒ คัน ๖ คนยังตามมาไม่ถึง..!

    กระผม/อาตมภาพจึงตัดสินใจพาตัวเอง ตลอดจนกระทั่ง"ไอ้ตัวเล็ก"และ "ลูกน้ำ" เดินเข้าไปไหว้พระตามสถานที่ต่าง ๆ เสียก่อน ซึ่งวัดพระหยกนี้ถ้ามองไปรอบข้างก็มีแต่ตึกระฟ้า เหมือนอย่างกับว่าตรงนี้เป็นหลุมหลบภัยก็ไม่ปาน..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,361
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,118
    ค่าพลัง:
    +26,919
    พวกเราไหว้บรรดาพระโพธิสัตว์สำคัญ ซึ่งก็มี ๔ มหาโพธิสัตว์เช่นกัน ก็คือพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ พระกษิติครรภโพธิสัตว์ พระสมันตภัทรโพธิสัตว์และเจ้าแม่กวนอิม (พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์)

    แต่เป็นเรื่องแปลกว่า กระผม/อาตมภาพโดนบังตา เดินผ่านศาลาพระหยกไปแล้ว ๒ ครั้งก็ยังไม่เห็น รอจนกระทั่งคณะของ "เผือกน้อย" และ "ทิดโฮป" มาถึง พวกเราเดินวนกันอยู่รอบใหญ่ แต่ก็ยังหาไม่เจอ จนกระทั่ง "เผือกน้อย" ต้องถามเจ้าหน้าที่วัด เขาถึงชี้ให้ดู ปรากฏว่าศาลาหลังนั้น กระผม/อาตมภาพเข้าไปแล้ว แต่เข้าไปทางด้านซ้าย ส่วนองค์พระหยกอยู่ทางด้านขวามือ..!

    เข้าไปถึงสักการะเสร็จ ก็ยกกล้องถ่ายรูปแผล็บ เจ้าหน้าที่เห็นยกกล้องขึ้นมาก็บอกว่า "ห้ามถ่ายรูป" กระผม/อาตมภาพพยักหน้าแต่โดยดี เมื่อไหว้พระเสร็จออกมาแล้ว ก็นำทุกคนไปไหว้พระอีกศาลาหนึ่ง ซึ่งมีพระหยกสำคัญก็คือองค์นั่ง แต่ว่าทางด้านองค์นอนนั้นมีพระหยกเพิ่มมาอีก ๒ องค์ แม้ว่าจะเล็กกว่าแต่ก็สำคัญยิ่ง

    พวกเรากราบสักการะทำบุญกันจนกระทั่งครบทุกที่แล้ว ก็ใช้แอพพลิเคชั่นเพื่อไปยังสวนยวี่หยวนอีกตามเคย แต่ปรากฏว่า "ทิดโฮป" ของเราไม่ทราบว่าเรียกอีท่าไหน เพิ่งกดเรียกรถมาถึงแล้ว..! เมื่อโผล่ออกมา รถไม่สามารถจอดรอรับได้ ต้องวิ่งวนรอบวัดแล้วกลับมาอีกทีหนึ่ง พวกเราจึงไปรออยู่บริเวณหน้าสวนจีนโบราณก่อน โดยที่มี "ไอ้ตัวเล็ก" นำคณะตามมาติด ๆ "ไอ้ตัวเล็ก" มากับ "น้องวรรณ" (นางสาวธิดาวรรณ หยกอุบล) ผู้เป็น "ไอ้ตัวเล็กกว่า" แล้วก็ "ทิดเอ๋" (นายไพฑูรย์ เพิ่มศิรินิวาส) ซึ่งเป็นคู่หูคู่ฮากับน้องวรรณ

    พวกเรารอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอ "เผือกน้อย" "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) กับ "ป้ามอย" (นางสาวมณีวรรณ สัมฤทธิ์) ก็ไม่มาเสียที สรุปว่าไปเข้าประตูทางด้านภัตตาคารเสียนี่ พวกเราทางนี้จึงซื้อตั๋วแล้วเดินเข้าไป เบียดเสียดกับมวลมหาประชาชนจีนจนกระทั่งแทบไม่มีที่ให้หายใจ..!

    เข้าไปชมยังไม่ได้ถึงครึ่ง ก็จ๊ะเอ๋กับคณะอีกฝั่งหนึ่ง ที่เดินเข้ามาทางประตูหน้า ซึ่งมีหินใหญ่เขียนชื่อสวนเอาไว้ สวนแห่งนี้นั้นเจ้าของเคยต้อนรับองค์ฮ่องเต้ที่เสด็จมาประพาสด้วย จึงทำให้มีชื่อเสียงโด่งดัง และได้รับการดูแลรักษาไว้เป็นอย่างดี
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,361
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,118
    ค่าพลัง:
    +26,919
    พวกเราพยายามหามุมสวยถ่ายรูป ให้มีคนจีนน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยที่ "น้องวรรณ" ไปถ่ายรูปแผนที่ของบ้านสวนยวี่หยวนแห่งนี้ แล้วก็คอยนำทางพวกเราไปตรงนี้ตรงนั้น จนท้ายที่สุดก็มาถึงตำหนักที่พักของฮ่องเต้ ถ่ายรูปท่ามกลางเสียงประกาศว่าอีก ๑๕ นาทีจะปิดสวนแล้ว พวกเราจึงต้องหาทางออกจากสวนทางประตูตะวันตก

    แล้วกระผม/อาตมภาพก็นำทุกคนเดินกลับที่พัก แต่เอาเข้าจริง กลายเป็นว่ามี "น้องวรรณ" วิ่งตามมาทันคนเดียว คนอื่นเอ้อระเหยลอยชายช็อปปิ้งกันอยู่แถวนั้นเอง แถมยังนัดด้วยว่า ๖ โมงให้ลงไปรอที่ล็อบบี้ เพื่อไปดูพระอาทิตย์ตกดินกันที่เดอะบันด์ ชึ่งเป็นทางเดินสาธารณะริมแม่น้ำหวงผู่

    กระผม/อาตมภาพแต่งตัวใหม่แล้วก็ลงลิฟท์ไปรอที่ล็อบบี้ชั้น ๗ แต่ว่า "ไอ้ตัวเล็ก" นำเอากระบอกน้ำมาคืน พร้อมกับขอน้ำจากเจ้าหน้าที่ล็อบบี้มาเพิ่มเติมให้ เนื่องเพราะว่าน้ำขวดละ ๓๕๐ มิลลิลิตรของทางโรงแรมนั้น ไม่พอให้กระผม/อาตมภาพยาขี้ฟัน จึงต้องย้อนกลับมาที่ห้องของตนอีกครั้งหนึ่ง จัดการต้มน้ำเรียบร้อยแล้ว กำลังลงลิฟท์ พรรคพวกก็โทรมาตามว่าใกล้เวลาแล้ว เพราะนัดกันไว้ว่า ๖ โมงเย็นจะออกไปเดินที่เดอะบันด์ ซึ่งอยู่ในลักษณะของทางเดินเล่นชาวกรุง ซึ่งสร้างเลียบแม่น้ำหวงผู่ กระผม/อาตมภาพบอกว่ากำลังลงไป และไปถึงก่อนเวลาด้วย..!

    เมื่อทุกคนพร้อมแล้ว พวกเราก็ลงลิฟท์จากชั้น ๗ ไปชั้นที่ ๑ แล้ว "ทิดโฮป" ซึ่งทำหน้าที่เนวิเกเตอร์ก็เปิดแผนที่แล้วเดินนำไป กระผม/อาตมภาพเดินไปได้ไม่กี่สิบเมตรก็มักจะเหลียวมองหลัง คนอื่นสงสัยจึงได้บอกว่า การที่เดินไม่หลงทางนั้นต้องรู้จักมองหลังด้วย ถ้าเรามองจากข้างหน้า พอหันกลับมาเราจะแปลกตากับทิวทัศน์ข้างหลัง และมักจะหลงทางได้ง่าย..!

    พวกเราเดินข้ามถนนไปจนกระทั่งถึงริมแม่น้ำหวงผู่ ต้องขึ้นบันไดไปยังด้านบน พอขึ้นไปถึงทุกคนก็ทำคอย่น เนื่องเพราะว่ามวลมหาประชาชนจีนล้นหลามอย่างกับมด..! พวกเราขึ้นมาพอดีเห็นบรรดาตึกสูง โดยเฉพาะ "หอไข่มุกเซี่ยงไฮ้" อยู่ตรงหน้าพอดี จึงทำการถ่ายรูปหมู่ถ่ายรูปเดี่ยวกันก่อน จากนั้นก็ค่อย ๆ เดินเลาะขอบไปเรื่อย ๆ กระผม/อาตมภาพที่เคยมาเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว จึงทำหน้าที่มัคคุเทศก์ชั่วคราว

    แต่ "ทิดโฮป"เจอเพื่อนของตนเอง ซึ่งสมัยทำตัวเป็นหมอดูอยู่เคยคบค้าสมาคมกัน เพื่อนคนนี้ได้สามีชาวจีน จึงมาทำหากินอยู่เซี่ยงไฮ้ได้ ๑๕ ปีแล้ว ทำหน้าที่เดินแนะนำจุดต่าง ๆ ให้พวกเราถ่ายรูป แต่ว่าจุดไหนที่เห็นตึกหอไข่มุกได้ชัดเจน ก็มักจะมีตากล้องไปยึดเอาไว้ก่อน แล้วก็ไม่ยอมขยับออกให้ใครเลย รอจนมีลูกค้ามาขอให้ถ่ายรูปก็ถ่ายให้กับเขา จุดไหนที่มีการสะท้อนแสงตอนตะวันตกดิน ก็ทำการยึดจุดนั้นเอาไว้เช่นกัน แล้วบรรดาชาวจีนทั้งหญิง ทั้งชาย ทั้งแก่ ทั้งหนุ่ม ทั้งสาว ก็นิยมการไลฟ์สด หรือไม่ก็ตั้งกล้องถ่ายรูปตัวเองเอาไว้ โดยไม่สนโลกว่าจะต้องแบ่งปันสถานที่ให้กับใครบ้าง..!?
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,361
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,118
    ค่าพลัง:
    +26,919
    กระผม/อาตมภาพบอกทุกคนว่าต้องเดินไปถึงหัวโค้งด้านโน้น ว่าแล้วก็ชี้ให้ดูระยะทางที่ไกลเป็นกิโลเมตร จะได้เห็นหอไข่มุกได้ครบทุกเม็ด พวกเราจึงเดินไปถ่ายรูปไป ท่ามกลางประชาชนคับคั่งและลมแรง ผ่านตึกสวย ๆ หลายหลัง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็เป็นธนาคาร มีแม้กระทั่งธนาคารกรุงเทพของไทยด้วย

    ผ่านรถยนต์ซึ่งเป็นตู้ตำรวจเคลื่อนที่ ดูแล้วก็ง่ายดี ก็คือเอารถมาจอดไว้บนฐานที่ตนเองทำเอาไว้ก่อน เมื่อถึงเวลาแค่ถอยออก สถานีตำรวจก็กลายเป็นรถวิ่งบนถนนได้ มีบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่อยู่ด้านล่าง ขายอาหารจนกลิ่นลอยขึ้นมาถึงข้างบน..!

    พวกเราเดินไปจนกระทั่งได้มุมที่ลูกโลกตรงกับหอไข่มุกแล้ว ถ่ายรูปกันบริเวณนั้นขณะตะวันตกดิน มีฝรั่งนายหนึ่ง พอเห็นกระผม/อาตมภาพยืนให้ "น้องเล็ก" เป็นตากล้องถ่ายรูป ก่อนที่คนอื่นจะเข้ามาถ่ายรูปหมู่ด้วย พ่อฝรั่งก็งัดกล้องขึ้นมา "น้องเล็ก" ยังไม่ทันจะถ่าย พ่อเจ้าประคุณก็กดไปเป็นโหลแล้ว..! เมื่อพวกเราแห่กันมาถ่ายรูปหมู่ แกก็ยังถ่ายต่อหน้าตาเฉย คงไม่เข้าใจคำว่ามารยาทเป็นอย่างไร ? เมื่อเสร็จเรียบร้อย คนอื่นแห่กันออกไป กระผม/อาตมภาพจะเดินตาม ยังมีการประท้วงอีกว่า เขายังถ่ายรูปไม่พอ จึงต้องยืนให้พ่อเจ้าประคุณกดไปอีกประมาณโหลหนึ่ง..!

    จากนั้นก็ออกมา แล้วบอกทุกคนว่าจะย้อนกลับแล้ว เพื่อนสาวของ "ทิดโฮป" จึงพาไปที่รูปปั้นวัวกระทิง ซึ่งกระผม/อาตมภาพมาเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้วนั้นยังไม่มี บรรดานักท่องเที่ยวและประชาชนจีนถ่ายรูปกับกระทิงเป็นการใหญ่ หลายคนก็ไปลูบ ๆ คลำ ๆ ขอพลัง โดยมี รปภ.รักษาการยืนมองแบบเซ็ง ๆ อยู่ใกล้ ๆ

    เมื่อแถวประชาชนจีนหมด พวกเราก็เข้าไปถ่ายรูปด้วย กระผม/อาตมภาพบอกว่าให้หามุมใหม่ มุมทั้งหมดที่เขาถ่ายได้แต่หัวกระทิงเท่านั้น ให้เบี่ยงข้างจะได้ตัวกระทิงไปด้วย บรรดาประชาชนจีนพอเห็นดังนั้น ก็เลยแห่กันลงมาใหม่ ถ่ายรูปมุมที่พวกเราถ่ายกันบ้าง ดูแล้วขำก็ขำ ฉิวก็ฉิว..!

    อากาศก็เริ่มมืดมัวตา แสงไฟต่าง ๆ เริ่มเปิดขึ้น กระผม/อาตมภาพซึ่งพอค่ำแล้วมักจะอาการมาลาเรียกำเริบ จึงต้องขอตัวกลับก่อน ทุกคนจะเดินเล่นสักเท่าไรก็ตามแต่กำลังของตน เมื่อเดินกลับโดยมี "เผือกน้อย" ตามมาส่ง แล้วก็พาลงคนละไฟแดงกัน.. กระผม/อาตมภาพบอกว่าต้องเลี้ยวซ้ายไปอีก ๑ แยกไฟแดง อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า "ทราบครับ แต่ขอลงตรงนี้ก่อน ผมถ้าไม่ได้ดูแผนที่ก็ไปไม่ค่อยจะเป็น..!"

    กระผม/อาตมภาพจึงบอกว่า "ทหารเขาสอนวิธีล็อกเป้าไว้ ไม่ว่าจะซ้ายขวาหน้าหลัง ไปทางไหน เราต้องกำหนดได้ว่าที่พักของเราอยู่ทางไหน" ว่าแล้วก็เดินนำจนกลับไปถึงโรงแรม "เผือกน้อย" จัดการขอน้ำจากเจ้าหน้าที่ล็อบบี้มาให้อีก ๔ ขวด ไปส่งกระผม/อาตมภาพที่หน้าลิฟท์แล้ว ก็ลงไปหาพรรคพวกของตน

    กระผม/อาตมภาพกลับขึ้นมาที่ห้อง จัดการถอดชุดของตนเอง พับเก็บเรียบร้อย แล้วมาบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนสำหรับทุกท่านก่อน จากนั้นก็จะได้ส่งรูปให้ "ไอ้ตัวเล็ก" นำไปลงในเว็บไซต์วัดท่าขนุนต่อไป

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอาทิตย์ที่ ๑๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...