รวมวัตถุมงคลทั่วทุกภูมิภาคประเทศไทย

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    U20292416381424826594605852.jpg
    เหรียญสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หลังพระนามาภิไธย สก ปี ๒๕๓๘

    สมเด็จพระราชินี โปรดเกล้าให้สร้างขึ้น

    ขนาด 3 ซ.ม. น้ำหนัก 12 กรัม กองกษาปณ์กรมธนารักษ์ จัดสร้าง โดยนำเงินรายได้สมทบทุนก่อสร้างและบำรุงรักษาพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช บริเวณทุ่งภูเขาทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ต่อเนื่องกับทุ่งมะขามหย่อง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้ก่อสร้างพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย

    สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ต้องพระราชประสงค์ให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ดำเนินการจัดสร้าง เหรียญที่ระลึกสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและเหรียญที่ระลึกสมเด็จพระศรีสุริโยทัย รวม 4 ชนิด คือ เนื้อทองคำ เนื้อเงิน เนื้อนวโลหะ และเนื้อทองแดง เพื่อให้ประชาชนโดยทั่วไปได้เช่าสักการะบูชา โดยนำเงินรายได้สมทบทุนก่อสร้างและบำรุงรักษาพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช บริเวณทุ่งภูเขาทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ต่อเนื่องกับทุ่งมะขามหย่อง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้ก่อสร้างพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างส่งครับ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260415_233555.jpg IMG_20260415_233623.jpg
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    สายมหาอุตย์ ยิง ไม่ออก เรื่องเล่าโดย ดาบธี ภาค๗

    เหรียญหลวงพ่อศิริ วัดทุ่งประทุน ต.ดอนชะเอง อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี หเหรียญรูปไข่รุ่นแรก หลังยันต์ ปี ๒๕๓๘ เสาร์ ๕ เหรียญรุ่นประสบการณ์ สภาพสวยเดิมๆ



    ในคลิปเรื่องเล่าเรื่องราวของเหรียญรุ่นนี้ช่วงนาที ที่ 9.10 เป็นต้นไปครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาทุกๆข้อมูลอย่างสูงครับ


    เหรียญหลวงพ่อศิริ วัดทุ่งประทุน กาญจนบุรี สภาพสวยเดิมๆครับเหรียญมากประสบการณ์

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260416_164909.jpg IMG_20260416_164938.jpg
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    พระครูธรรมโกศล-หลวงปู่เผือก-วัดสาลีโข.jpg

    หนังไม่เหนียวอย่าเที่ยวสาลีโข

    เหรียญหลวงปู่เผือกยืนรุ่นนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า

    "รุ่นฉลองอายุ ๔๐ ปี"

    ของ หลวงพ่อสาลีโข (สมภพ เตชปุญโญ) พุทธอุทยานธรรมโกศล ต.หน้าไม้ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี

    เนื่องในโอกาสที่หลวงพ่อสาลีโขจะมีอายุครบ 40 ปีในวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2522 คณะกรรมการจึงได้จัดสร้างวัตถุมงคลขึ้นหลายชนิด ประกอบด้วย

    1. รูปหล่อหลวงปู่เผือก ยืนถือไม้เท้า จำลองมาจากอนุสาวรีย์องค์ใหญ่ ขนาดบูชาฐานกว้าง 3 นิ้ว องค์หลวงปู่สูง 12 นิ้ว

    2. เหรียญรูปเหมือนหลวงปู่เผือกยืนถือไม้เท้าหันเฉียง มี 3 ขนาดคือ พิมพ์ใหญ่พิเศษ (เท่าฝ่ามือ), พิมพ์ใหญ่ สูง 4 นิ้ว, พิมพ์เล็กสูง 2 นิ้ว มีทั้งหมด 3 เนื้อคือ ทองคำ, เงิน, ทองผสม(แผ่นพระยันต์เนื้อทองคำ เงิน ทองแดงผสมเข้าด้วยกัน)

    3. เหรียญรูปเหมือนหลวงพ่อสาลีโข (สมภพ เตชปุญโญ) หันเฉียงขอบบนล่างโค้งมน มีข้อความว่า "ที่ระลึกครบรอบ ๔๐ ปี หลวงพ่อสาลีโข วัดสาลีโขภิตาราม นนทบุรี พ.ศ. ๒๕๒๒" เหรียญนี้มี 3 เนื้อเช่นเดียวกับเหรียญรูปเหมือนหลวงปู่เผือกทุกประการ

    วัตถุมงคลชุดนี้ทั้งหมด หลวงพ่อได้อัญเชิญหลวงปู่เผือกลงปลุกเสกด้วยองค์ท่านเองในวันไหว้ครูประจำปี และหลวงพ่อสาลีโขยังได้ปลุกเสกเดี่ยวทุกวัน ๆ จนถึงกำหนดแจกจ่าย

    ไม่กี่เดือนถัดมาเมื่อมีเหรียญส่วนหนึ่งยังคงเหลือ จึงได้นำไปเข้าร่วมพิธี "มหานักขัตฤกษ์พฤหัสเก้า" ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2522 พิธีนี้จัดขึ้นเพื่อพุทธาภิเษกเหรียญยืนหลวงปู่เผือกซึ่งพล.ร.อ. สงัด ชลออยู่ เป็นเจ้าภาพจัดสร้างแจกจ่ายทหาร ตำรวจ ข้าราชการ และประชาชน เป็นจำนวนถึง 99,999 เหรียญ

    เรียกชื่อเหรียญรุ่นนี้อย่างเป็นทางการว่า "รุ่นพลเรือเอกสงัด ชลออยู่"
    ซึ่งพิธีนี้ถือว่าเป็นพิธีที่ยิ่งใหญ่ไม่ต่างไปจากมหาพิธี "สี่มหาจักร" ในปีพ.ศ. 2514 เลย และพระเถรานุเถระที่เคยมานั่งปรกเมื่อสมัยปี 14 ก็ล้วนยังมีชีวิตอยู่โดยมาก ก็ได้รับอาราธนามานั่งปรกพุทธาภิเษกตลอด 2 วัน 2 คืนรวมทั้งสิ้น 59 รูป

    ส่วนว่าจะมีองค์ใดบ้างผมคงไม่สามารถนำมาลงได้หมดสิ้น(นอกเสียจากจะมีรางวัลล่อซื้อแบบยาอีให้
    เอาเป็นว่าเหรียญยืนหลวงปู่เผือกทั้ง 2 รุ่น ทั้งแบบ "หลังยันต์เต็ม" ที่สร้างก่อนไม่กี่เดือน และแบบ "หลังตราผู้บัญชาการทหารสูงสุด" ล้วนได้รับการปลุกเสกอย่างถูกต้องและเข้มขลังทุกขั้นตอน ตั้งแต่หลวงพ่อเขียนแผ่นยันต์เป็นชนวนไว้หลายสิบกิโล ทั้งชนวนเก่าและใหม่ ทั้งของท่านและของพระเถระรูปอื่น ๆ มากมายจดไม่ไหว รวมไปถึงการบวงสรวงเทพพรหมทั่วท้องจักรวาล อัญเชิญครูบาอาจารย์องค์สำคัญของท่าน อาทิ หลวงปู่เผือก ธัมมโกสโล หลวงปู่ศุข เกสโร และ หลวงพ่อจำปา นารโท เป็นต้น ลงจากเบื้องบนมาร่วมในพิธีตลอดเวลา

    ประสบการณ์ต้องเรียกว่า "มหากาฬ" ก็แล้วกัน

    ไม่นานมานี้คุณป้านันท์แจกทหารลงใต้ไป 200 เหรียญ ยังไม่ทันถูกยิงหรอกครับ แค่ยกจั่วเต๊นท์ทหารหลังเบ้อเริ่มขึ้นไปสูงลิบเกือบจะสวมเข้าได้อยู่แล้วเชียว ทหารข้างบนดันทำพลาด แป๊บเหล็กขนาดยักษ์ก็ร่วงละลิ่วลงมาบนเศียรเกล้าของทหารข้างล่าง แป๊บเหล็กปะทะกระโหลกเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทั้งแป๊บทั้งคนลงไปกองอยู่กับพื้น ใครก็คิดว่าไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตพูดอีกไม่ได้นั่งน้ำลายยืดตลอดชีวิตแน่แท้

    แต่ไม่เป็นไรเลย ไม่แบะ ไม่แตก ไม่ร้าว แค่มึน ๆ งง ๆ แล้วก็หายภายในไม่กี่วัน

    ไม่อยากโม้ว่าไม่ได้แขวนอะไรเลย

    แต่พกเหรียญยืนหลวงปู่เผือก หลังตราผู้บัญชาการทหารสูงสุดอยู่ในกระเป๋าเสื้ออยู่เพียงเหรียญเดียว(ไม่ได้แขวนเพราะเพิ่งได้รับมาและไม่มีสายสร้อยครับ

    ที่มาเว็บนาวรัตน์ดอทคอม

    หลวงปู่เผือก วัดสาลีโขภิตาราม
    ข้อมูลประวัติหลวงปู่เผือก วัดสาลีโขภิตาราม นนทบุรี

    ท่านเกิด ปี 2299 มรณภาพปี 2405 พระเถระห้าแผ่นดินเล่าสืบต่อกันมาว่า หลวงปู่เผือกเป็น พระเถระผู้มักน้อย นิยมสันโดษ และยินดีเจริญสมณธรรม อยู่ในเสนาสนะอันสงบ สงัดตามป่าเขา ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน โดยได้บรรลุผลตามสมควร พร้อมทั้งเป็นผู้คงแก่เรียนในพุทธศาสตร์วิทยาคมชั้นสูง รอบรู้ตำรับพิชัยสงคราม และศาสตร์อื่นๆ อีกนานาประการ วัดสาลีโขในยุคแรกที่หลวงปู่เผือกปกครองวัด เป็นยุคที่เจริญที่สุด มีพระภิกษุสามเณร และลูกศิษย์ลูกหามากมาย กิตติศัพท์ของหลวงปู่เผือกก็เป็นที่กล่าวขวัญกันมากขึ้น มีชาวบ้านมาผากตัวเป็นลูกศิษย์กันมาก ส่วนมากก็จะมาขอเครื่องรางของขลัง บ้างก็มาขอให้หลวงปู่เผือกลงกระหม่อม จนเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงทราบในเกียรติคุณ จึงทรงพระราชทานสมณศักดิ์แก่หลวงปู่เผือกเป็น พรครูธรรมโกศล ในปี 2399

    ในด้านวัตถุมงคลทั้งหมดจัดสร้างโดยหลวงพ่อสมภพ วัดสาลีโข ที่ถูกหลวงปู่เผือกในสภาวะวิญญาณ โดยการประทับร่างทรงหลวงปู่เผือกปลุกเสก(เหมือนพระอาจารย์ทิม วัดช้างไห้) โดยเหรียญรุ่นแรกปลุกเสกอยู่ 3 ปี และนำออกแจก ปี 2510 (ปัจจุบันราคาหลักหมื่นกว่าๆ) เหรียญนี้สร้างประสบการณ์มากมายทั้ง มหาอำนาจ เมตตามหานิยม แคล้วคลาด อยู่ยงคงกระพัน เป็นเหรียญดังของจังหวัดนนทบุรี

    โดยหลวงพ่อสมภพเล่าว่า คาถานี้ใช้ในการปลุกเสกวัตถุมงคลรุ่นต่างๆมาโดยตลอด และพิธีก็เหมือนกันไปแต่ละรุ่น ยันต์จะคล้ายๆกันไป และท่านก็บอกว่า � วัตถุมงคลของหลวงปู่เผือกดีทุกรุ่นเก็บไว้เถอะ �

    หลวงปู่เผือก วัดสาลีโข จังหวัดนนทบุรี และวัตถุ มงคลต่างๆ หลวงปู่เผือก (พระครูธรรมโกศล) วัดสาลีโขภิตาราม อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เป็นชาวเมืองพระนครศรีอยุธยา มิได้ปรากฏหลักฐานว่าบิดามารดาของท่านมีชื่อเสียง เรียงนามว่ากระไร และตั้งบ้านเรือนอยู่ในตำบลไหน ทราบแต่ว่า ตอนที่ หลวงปู่เกิดท่านเป็นเด็กผิวขาวจัดจนผิดปกติกว่าเด็กทั่วไป บิดามารดาจึงตั้งชื่อตามนิมิตว่า "เผือก"เพื่อให้ตรงกับผิวพรรณของท่าน

    พออายุ ๑๓ ขวบ เด็กชายเผือก ได้บรรพชาเป็น สามเณร ณ วัดใกล้บ้าน เริ่มศึกษา อักขรสมัยในสำนักวัดนั้นจนแตกฉานพอสมควร ก็สนใจศึกษาคาถา เวทมนตร์ต่างๆ ต่อมาได้เข้ามาศึกษาในสำนักวัดป่าแก้ว ซึ่งเป็นสำนักที่มีชื่อ ที่สุดในยุคนั้น ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดใกล้ๆ บ้านเกิด ได้ศึกษาอักขระสมัยและเวทมนต์คาถา ตามประเพณีนิยมจนแตกฉาน จากนั้นก็ได้ไปศึกษาต่อที่ วัดป่าแก้ว ซึ่งเป็นสำนักพุทธาคมและไสยศาสตร์อันขึ้นชื่อของกรุงศรีอยุธยา ซึ่งสำนักวัดป่าแก้วนี้ก็เป็นที่พำนักของสมเด็จพระพนรัต ผู้เป็นพระอาจารย์ใน สมเด็จพระนเรศวรมหาราชสำนักนี้เป็นสำนักที่รวบรวมสรรพวิชาทางพทธาคมและไสยศาสตร์เอาไว้มากมายหลายแขนงวิชาแต่เป็นที่น่าเสียดายว่าตำราเหล่านี้ได้มีการพลัดกระจายไปหลายแห่งเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2310

    มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า หลวงปู่เผือกเป็นพระเถระผู้มักน้อย นิยมสันโดษ และยินดีเจริญสมณธรรมอยู่ในเสนาสนะอันสงบ สงัดตามป่าเขา ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน โดยได้บรรลุผลตามสมควรพร้อมทั้งเป็นผู้คงแก่เรียนในพุทธศาสตร์วิทยาคมชั้นสูง รอบรู้ตำรับพิชัยสงคราม และศาสตร์อื่นๆอีกนานาประการ ชอบออกปฏิบัติธุดงควัตรเป็นนิจมิได้ขาด

    เมื่อมีอายุครบ 20 ปี หลวงปู่เผือกก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่ วัดป่าแก้ว นั้นเองและได้ศึกษาทั้งวิปัสสนากรรมฐานกับวิทยาคมมาโดยตลอดเมื่อถึงเวลาออกพรรษาท่านก็จะออกเดินธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพรเป็นประจำทุกปี แม้วัยของหลวงปู่เผือกตอนนั้นจะยังหนุ่มๆอยู่แต่ก็มีความศักด์สิทธิ์เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านแล้วเหมือนกันต่อมาเมื่อครั้งที่พม่ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาและก่อนที่กรุงจะแตกนั้น ได้เกิดอาเพศขึ้นหลายอย่างอันเป็นลางบอกเหตุร้ายของแผ่นดิน โดยเฉพาะที่วัดป่าแก้วได้ปรากฏมีอีกาตัวหนึ่งบินมาปะทะยอดนพศูลพระเจดีย์องค์ใหญ่ภายในวัด แล้วถูกเหล็กแหลมบนยอดนพศูลเสียบตายอยู่บนยอดนั้นหลวงปู่เผือกเห็นเป็นนิมิตร้ายจึงซักชวนลูกศิษย์ลูกหาและชาวบ้านที่นับถือศรัทธาอพยพหนีภัยข้าศึกลงมาทางใต้ของกรุงศรีอยุธยาครั้งนั้นได้มีลูกศิษย์และชาวบ้านอพยพมากับหลวงปู่เผือกหลายสิบครอบครัว ระหว่างทางก็ยังมีชาวบ้านร่วมอพยพสมทบอีกก็หลายครอบครัว เนื่องจากชาวบ้านร่วมเดินทางมาเป็นจำนวนมาก และต้องคอยหลบหลีกกองทัพพม่าระหว่างทางด้วยหลวงปู่เผือกจึงได้สร้างเครื่องรางของขลังตลอดจนลงอักขระบนผิดหนังให้แก่ชาวบ้านเหล่านั้น เพื่อเป็นสิ่งบำรุงขวัญกำลังใจและคุ้มครอบป้องกันอันตรายและได้ปลุกเสกใบไม้ให้นำไปติดหรือเหน็บไว้ตามเกวียนและข้าวของต่างๆ ในขบวนอพยพ เพื่อเป็นเครื่องกำบังตาจากทหารพม่า ระหว่างทางหากว่าชาวบ้านในขบวนอพยพเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย หลวงปู่เผือกก็จะเสกน้ำมนต์ให้ดื่มและใช้คาถาอาคมรักษา

    ขบวนอพยพที่มีหลวงปู่เผือก ซึ่งขณะนั้นยังเป็นพระอาจารย์หนุ่มเป็นผู้นำได้เดินทางโดยยึดเอาฟากตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นหลักระหว่างทางได้สวนกับกองทัพพม่าเป็นบางครั้ง แต่ทหารพม่ากลับมองเห็นขบวนอพยพเป็นดงไม้ขนาดใหญ่จึงไม่สนใจ ขบวนอพยพจึงเดินทางลงใต้มาเรื่อยๆ จนถึงทุ่งสามโคก เมืองปทุมธานี ก็พอดีมีขบวนชาวบ้านที่อพยพมาที่หลังได้ตามมาทันที่นี้พอดี และบอกว่าตอนนี้กรุงศรีอยุธยาได้เสียแก่ทหารพม่าแล้ว หลวงปู่เผือก จึงเร่งขบวนอพยพให้รีบเดินทางลงใต้ โดยมีจุดหมายอยู่ที่เมืองธนบุรี แต่พอมาถึงบริเวณ บางพลับ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ในปัจจุบัน ก็ได้พบชาวบ้านจากเมืองธนบุรีอพยพสวนทางขึ้นมา แล้วแจ้งข่าวว่าเมืองธนบุรีก็ถูกทหารพม่าตีแตกแล้วและจะพากันขึ้นไปพึ่งกรุงศรีอยุธยาหลวงปู่เผือกจึงบอกว่ากรุงศรีอยุธยาก็ถูกทหารพม่าตีแตกแล้วเหมือนกันขบวนชาวบ้านที่อพยพจากกรุงศรีอยุธยาและจากเมืองธนบุรีจึงต้องชะงักอยู่ที่ตรงนั้นซึ่งนับแล้วก็มีเป็นพันๆ คน บังเอิญหลวงปู่เผือก นึกขึ้นมาได้ว่าที่ตรงแนวโค้งเบื้องหน้าแม่น้ำเจ้าพระยาตรงข้ามกับเกาะเกร็ด มีทุ่งนาข้าวสาลีขึ้นเต็ม เจ้าของที่นาเป็นผู้หญิงสองคนพีน้องชื่อ บุญมี กับ บุญมา ได้เคยถวายที่ตรงนี้แก่หลวงปู่เผือกเมื่อครั้งที่ท่านเดินธุดงค์ผ่านมาที่ตรงนี้และครั้งนั้นหลวงปู่เผือกก็ได้สร้างเป็นสำนักสงฆ์เล็กๆขึ้นเพื่อให้พระสงฆ์ได้พำนักและจำพรรษาที่ทุ่งข้าวสาลีแห่งนั้นด้วย

    เมื่อนึกขึ้นได้หลวงปู่เผือกก็นำชาวบ้านในขบวนอพยพเหล่านั้นมาพักหลบซ่อนตัวจากทหารพม่าที่ทุ่งข้าวสาลีแห่งนั้นและได้ประกอบพิธีบูชาพระรัตนตรัยและบวงสรวงเทพยดาที่สำนักสงฆ์ เพื่อขอความเป็นสิริมงคล และปราศจากภัยอันตรายต่างๆทั้งปวงหลวงปู่เผือกและชาวบ้านจึงพำนักที่ทุ่งข้าวสาลีนั้นมาตลอดระหว่างที่บ้านเมืองยังอยู่ในสภาวการณ์ของสงคราม ต่อมาเมื่อ สมเด็จพระเจ้าตามสินมหาราช ทรงกอบกู้เอกราชของบ้านเมืองแล้วปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ขึ้นครอบราชย์ และปราบชุมนุมต่างๆ จนราบคาบจนบ้านเมืองเริ่มเข้าสู่ปกติสุขหลวงปู่เผือกจึงให้สร้างวัดขึ้นที่ทุ่งข้าวสาลีแห่งนั้นขึ้น และตั้งชื่อวัดว่า วัดสาลีโขโดยถือเอาสถานที่ตั้งของวัดเป็นนิมิตหมายมงคลซึ่งหมายถึง วัดที่มีข้าวสาลีขึ้นเต็มท้องทุ่งส่วนชาวบ้านที่อพยพมาหลบภัยกับหลวงปู่เผือกนับเป็นพันๆ คนนั้น เมื่อเห็นว่าบ้านเมืองกลับเข้าสู่ปกติดีแล้ว ต่างก็พากันกราบลาหลวงปู่เผือกกลับสู่ภูมิลำเนาเดิม
    แต่ชาวบ้านบางส่วนก็ตั้งรกรากอยู่ที่บริเวณทุ่งข้าวสาลีแห่งนั้นต่อไป

    ครั้งเมื่อเข้าสู่ สมัยรัตนโกสินทร์ กิตติศัพท์ของหลวงปู่เผือกก็เป็นที่กล่าวขวัญกันมากขึ้นมีชาวบ้านมาผากตัวเป็นลูกศิษย์กันมาก ส่วนมากก็จะมาขอเครื่องรางของขลังบ้างก็มาขอให้หลวงปู่เผือกลงกระหม่อม หรือสักยันต์บนลำตัวให้ ส่วนกิจการทางพระศาสนาหลวงปู่เผือกก็ทำนุบำรุงเป็นอย่างดี จนเมื่อ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงทราบในเกียรติคุณจึงทรงพระราชทานสมณศักดิ์แก่หลวงปู่เผือกเป็น พรครูธรรมโกศล ในปี 2399 และมอบตราประจำตัวหลวงปู่เผือก คือตราสัญจกร ตำแหน่งของหลวงปู่เผือก ทำหน้าที่เป็น สังฆปาโมกข์ คือเป็นพระครูหัวหน้าสงฆ์ซึ่งตอนนั้นหลวงปู่เผือกมีอายุเกือบๆ จะหนึ่งร้อยปีแล้ว แต่ร่างกายของท่านยังแข็งแรงและคล่องแคล่วดีอยู่

    ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมอบหมายให้หลวงปู่เผือกเป็น สังฆปาโมกข์สระบุรีและเป็นแม่งานคุมงานนมัสการพระพุทธบาทสระบุรีเป็นประจำทุกปี
    พร้อมก็ได้ทรงถวายเรือหลวงและฝีพายพร้อมสำหรับหลวงปู่เผือกออกตรวจการคณะสงฆ์ในแต่ละครั้งหลวงปู่เผือกได้ปฏิบัติสาสนกิจอย่างขันแข็งมาโดยตลอดเป็นที่นับถือศรัทธาของชาวบ้านกันกว้างขวางหลายหัวเมือง จนกระทั่งมรณภาพอย่างสงบในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ด้วยโรคชราขณะมีอายุได้ 106 ปี
    แม้ว่าหลวงปู่เผือกจะได้มรณภาพไปนานร้อยกว่าปีแล้วแต่บารมีความศักดิ์สิทธิ์ของท่านก็ยังคงปกป้อมคุ้มกรองลูกศิษย์ลูกหาและชาวบ้านที่ศรัทธามาจนตราบเท่าทุกวันนี้

    วัดสาลีโขในยุคแรกที่หลวงปู่เผือกปกครองวัด เป็นยุคที่เจริญที่สุด มีพระภิกษุสามเณร
    และลูกศิษย์ลูกหามากมาย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรง สนพระทัยในวัดสาลีโขมากถึงกับทรงปรารภกับหลวงปู่ว่าอยากจะเปลี่ยนนาม ของวัดนี้เสียใหม่ให้มีความหมายในทางธรรมให้ตรงกับปฏิปทาของท่าน พระครูธรรมโกศลที่สุด โดยรักษาเสียงของนามเดิมไว้ ถึงกับทรงมีพระราชดำริ ให้ใช้ชื่อว่า "วัดสัลเลโข"ทหมายถึงวัดที่ปฏิบัติเพื่อการ "ขัดเกลา" หรือ "กล่อมเกลากิเลสทั้งปวง" แต่ได้ทราบว่าหลวงปู่ท่านกราบทูลแย้งว่า "ของเก่าเขาดีแล้ว" เรื่องนี้ก็จึง เป็นอันพับไปคงใช้เป็นชื่อวัดสาลีโขสืบมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้

    สำหรับ เหรียญหลวงปู่เผือก ที่ปรากฏ ภาพให้ศึกษานั้น เป็นเหรียญรุ่นแรก ที่จัดสร้างขึ้นโดย หลวงพ่อสมภพเตชปุญโญ พระลูกวัดสาลีโข ด้วยประสบการณ์ อันมากมาย ทำให้เหรียญนี้โด่งดังมาก นักสะสมเหรียญรุ่นเก่าๆจะรู้จักกันดี และเช่าหากันในราคาแพง หลวงพ่อสาลีโข ชื่อแท้ท่านคือ หลวงพ่อสมภพ เตชปุญโญอดีตพระลูกวัดสาลีโขภิตาราม ที่ถูกหลวงปู่เผือกในสภาวะวิญญาณ ซึ่งทรงอานุภาพดวงหนึ่ง เปลี่ยนชะตาชีวิต หน้ามือเป็นหลังมือในคืนวันขึ้น 15 ค่ำ ของปี พ.ศ.2502 ขณะที่ ท่านบวชได้เพียงพรรษาเดียว

    ดวงวิญญาณที่ไร้รูปแต่เต็มปรี่ด้วยทิพยอำนาจอันยากหยั่งถึงได้พร่ำสอนถ่ายทอดความรู้นานาให้พระสมภพโดยไม่รู้เหน็ดเหนื่อย นับแต่เรื่องเล็กน้อย เช่นคาถาอาคมจนถึงเรื่องใจ คือ สมาธิ และยังบรรจุพระเวทย์สารพัดประดามีให้พระสมภพหมดสิ้นกระทั่งพาพระหนุ่มผู้อ่อนโลกออกธุดงค์ในป่าลึกเพื่อฝึกฝนจิตตานุภาพ เพื่อทบทวนวิชาที่ให้ไป และเพื่อทดสอบอำนาจจิตอภิญญาของพระสมภพ ก้อเก่งกล้าสามารถผ่านทุกขั้นตอน จากไปหลายปี กลับมาอีกทีก็มิใช่พระสมภพองค์เดิม หากเป็นพระอาจารย์สมภพที่เพียบพร้อมด้วยคุณลักษณะแห่ง �คุรุ�ทางไสยเวทย์ความแตกฉาน และอภินิหารของพระอาจารย์สมภพ เป็นสิ่งที่ผู้ไปพบจะทราบดีหาคนเก่งอย่างนี้ได้ยากนัก ราวปี พ.ศ.2515 หนังสือพิมพ์ �บางกอกไทม� ลงข่าวหน้าหนึ่งครึกโครมว่า สตรีนางหนึ่งนาม น.ส. แป๋ว มีอาการเจ็บป่วยอย่างหนักหาสาเหตุไม่ได้ครั้นญาติมั่นใจว่าเห็นทีจะถูกคุณไสยเข้า ก็หอบหิ้วกันมาพบพระอาจารย์ ท่านเริ่มรักษาตามกระบวนการที่หลวงปู่เผือกสั่งสอนมา ผู้ป่วยก็เกิดขยอกขย้อนจะอาเจียน เมื่อนำกระโถนใบใหญ่วางลงตรงหน้า น.ส.แป๋ว ก็อาเจียนโอ้กใหญ่ กลิ่นคาวปนเน่าคละคลุ้งในภาชนะนั้นไม่เพียงมีของเหลวสีคล้ำช้ำเลือดช้ำหนอง หากปรากฎซากงูเน่า
    จนเห็นกระดูกโพลนทั้งตัวนอนอยู่ก้นกระโถนอย่างน่าตกตะลึง ท่านพระอาจารย์อธิบายว่า มีบางคนประสงค์ให้ น.ส.แป๋ว ตายอย่างทรมานจึงใช้เดรัจฉานวิชาชั้นสูงปล่อยงูเป็นๆ เข้าท้อง หากแก้ไม่ตกย่อมถึงตาย นี่งูก็เน่าจวนหมดตัวแล้ว ถ้าปล่อยทิ้งไว้ในท้องอีกไม่นาน น.ส.แป๋ว ไม่รอดสมใจฝ่ายตรงข้ามแน่นอน ข่าวนี้เป็นดุจเชื้ออย่างดีที่โหมศรัทธามหาชนให้ลุกโชน คนนับพันนับหมื่นหลั่งไหลไปวัดสาลีโข เพื่อพึ่งใบบุญแห่งหลวงปู่เผือกและพระอาจารย์สมภพผู้เป็นตัวแทน ทุกคนได้รับความเมตตาจากพระอาจารย์อย่างไม่เลือกชั้นวรรณะ และทุกคนร่ำร้องหาความสงเคราะห์จากหลวงปู่เผือก ดวงวิญญาณอมตะของท่านก็ยังแผ่บารมีครอบคลุมทั่วถึงอย่างไม่เลือกรักเลือกชังบรรดาศิษยานุศิษย์ที่ไปหาหลวงพ่อสมภพ บางคนไม่รู้จักชื่อของหลวงพ่อ เห็นว่าอยู่วัดสาลีโข ก็เลยเรียกท่านว่า หลวงพ่อวัดสาลีโข หรือ หลวงพ่อสาลีโข หลวงพ่อสมภพ ได้เล่าถึงความเป็นมาของเหรียญหลวงปู่เผือก รุ่นแรกนี้ว่า สร้างขึ้นมาจากนิมิตที่ได้พบเห็นในสมาธิ โดยการประทับรางทรงหลวงปู่เผือกปลุกเสก (เหมือนกับ พระอาจารย์ทิม วัดช้างให้ จ.ปัตตานี ผู้สร้างพระหลวงพ่อทวด) ซึ่งคาถาและอักขระเลขยันต์ต่างๆ หลวงพ่อสมภพ เตชปุญโญมีแต่นั่งสมาธิทางจิตรเท่านั้น ที่สามารถติดต่อกับหลวงปู่เผือกได้ บอกวิธีการลงอักขระเลขยันต์ หลวงปู่เผือกนั่งบนหลังสิงห์ด้านหน้าและด้านหลังลงบนเหรียญ รุ่นแรก ในปี 2507 คาถานี้ก็ใช้ในการปลุกเสกวัตถุมงคลรุ่นต่างๆ ต่อมาโดยตลอด และพิธีก็เหมือนกันไปแล้วแต่รุ่น ยันต์คล้ายๆ กันท่านบอกว่าวัตถุมงคลของ ลป.เผือก ดีทุกรุ่น เก็บไว้เถอะ (ท่านก็เล่าความตั้งใจในรุ่นแรกต่อ)


    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญสวยเดิมๆครับผิวรุ้ง

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ปิดรายการ

    IMG_20260416_192627.jpg IMG_20260416_192707.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 16 เมษายน 2026
  4. ktv

    ktv เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มีนาคม 2015
    โพสต์:
    1,155
    ค่าพลัง:
    +1,233
    จอง
    เหรียญหลวงปู่เผือกยืนรุ่นนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า

    "รุ่นฉลองอายุ ๔๐ ปี"
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1776353359136.jpg

    "หลวงปู่เย็น ทานรโต " พบ พระธุดงค์ลึกลับ มอบเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ "พ.พาน สารพัดนึก" คาดเป็น"หลวงปู่เทพโลกอุดร
    พระอาจารย์ลึกลับของหลวงปู่เย็น ทานรโต วัดสระเปรียญ จ.ชัยนาท
    หลวงปู่เย็น ทานรโต วัดสระเปรียญ จ.ชัยนาท เป็นอีกหนึ่งพระสุปฏิปัณโณ ที่มีความรู้ความสามารถในการสร้างวัตถุมงคล ที่เรียกว่า “ตัว พ .พาน หุ่นพยนต์” ตัวพ.พานวิเศษของหลวงปู่เย็นท่านนั้นเป็นวัตถุมงคลลี้ลับที่สร้างขึ้นมาจาก ของง่ายๆ คือ “ก้านธูปกับสายสิญจน์” วิธีการทำนั้นเพียงแค่เอาก้านธูปมาหักไปมาให้ได้รูปตัว พ.พานแล้วเอาสาย สิญจน์พันกำกับเสกคาถาไปมาก็สำเร็จเป็นตัว พ.พาน วิชานี้จัดเป็นการทำหุ่นพยนต์ประเภทหนึ่ง แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดคือวิ ชา พ.พานตัววิเศษนี้ หลวงปู่เย็นท่านร่ำเรียนมาจากหลวงปู่เทพโลกอุดร ซึ่งประวัติ ความเป็นมาเรื่องนี้ก็น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง ผู้เขียนเองเคยเข้าไปกราบเรียนถามท่านด้วยตัวเอง ท่านก็ยืนยันชัดเจนว่า ท่านได้พบหลวงปู่โลกอุดร และเมื่อผู้เขียนส่งภาพหลวงปู่โลกอุดรให้ท่าน ท่านก็ยืนยันว่าองค์นี้แหละ พร้อมทั้งยังเอาภาพจบขึ้นเหนือหัวเป็นการยืนยันว่า “หลวงปู่โลกอุดร” ที่หลวงปู่เย็นท่านพบท่านมาในรูปร่างของพระหนุ่ม หรือมาในร่างของ “พระครูพรหมสิงขบุรี” นั่นเอง
    ประวัติความเป็นมาของ “หลวงปู่เย็น ทานรโต” มีดังนี้
    “หลวงปู่เย็น ทานรโต” เป็นชาวเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี โดยท่านเกิดเมื่อวันเสาร์ เดือนสี่ ปีขาล พุทธศักราช ๒๔๔๕ เป็นบุตรคนแรกในจำนวนพี่น้อง ๖ คน ของ นายถิ่น นางแซ่ม ศรีศาสตร์ บิดามารดาของท่านมีอาชีพทำนา ตัวท่านเองนั้นนอกจากจะช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพกสิกรรมแล้ว ยังมีฝีมือในเชิงช่างหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นช่างไม้ ช่างปูน แม้กระทั้งการออกแบบบ้านเรือน หรือวัดวาอารามตลอดจนสลักลวดลายท่านก็ทำได้และฝีมือดีมากเสียด้วย จนกระทั่งอายุครบบวชหลวงปู่เย็นได้ทำการอุปสมบทตามประเพณีอันดีงามของชายไทย ทั่วไป ณ วัดเดิมบาง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งอยู่ใกล้บ้านของท่าน หลังจากได้เป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนาสมบูรณ์แล้ว ท่านได้ย้ายไปอยู่วัดระฆังโฆสิตาราม จังหวัด ธนบุรี (ในสมัยนั้น) เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย ภาษาบาลี และภาษาขอม จนสอบได้นักธรรมเอก และเปรียญ ๔ ประโยค ระหว่างนั้นท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมาก ในฐานะนักเทศน์ฝีปากเอก หากประชาชนรู้ว่าได้นิมนต์ “มหาเย็น” มาเทศน์ด้วยไม่ว่าอยู่ใกล้อยู่ไกลก็หลั่งไหลมาฟังเทศน์กันอย่างล้นหลาม
    วันหนึ่งขณะที่นั่งพักผ่อนในกุฏิก็เห็นพระธุดงค์รูปหนึ่งเดินผ่านมา รูปร่างหน้าตาน่าศรัทธา ใบหน้างามดูเป็นหนุ่มไม่แก่ชราเลย แต่เกศานั้นขาวโพลนไปหมด รูปร่างสูงใหญ่ จีวรสีคล้ำตามแบบพระป่า

    หลวงปู่เย็นท่านใจเกิดความเลื่อมใสศรัทธาขึ้นมาอย่างประหลาด จึงไปนิมนต์ท่านมาพักในกุฏิพร้อมทั้งต้อนรับปฏิสันถารท่านเป็นอย่างดี เมื่อต้อนรับท่านเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงชวนท่านสนทนา เพราะขณะนั้นหลวงปู่เย็นอยากทราบว่าพระธุดงค์นั้นเขามีวัตรปฏิบัติอย่างไร และขณะธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆในป่าในดงนั้นไม่กลัวอันตรายต่างๆ พระธุดงค์รูปดังกล่าว เมตตาอธิบายเรื่องธุดงควัตรเป็นอย่างดี “การธุดงค์นี้เป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลส พระผู้สมาทานธุดงค์นั้นต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์หมดจด เพราะหากศีลด่างพร้อยแล้วย่อมเป็นอันตรายต่อตัวเองขณะธุดงค์ได้ การธุดงค์นั้นมีข้อวัตร ๑๓ ประการ เช่นอยู่ในป่า อยู่ที่แจ้ง อยู่ในเรือนร้าง ใช้ผ้าสามผืน หลังไม่เอนติดพื้น ฉันรวมกันในบาตรเป็นต้น ธุดงควัตรทุกข้อเป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลสในใจตนทั้งสิ้น หากว่ามีธุดงควัตรเรียบร้อยงดงาม อำนาจแห่งธุดงควัตรนั่นแลจะรักษาผู้ประพฤติปฏิบัติให้พ้นจากภัยอันตรายต่างๆ เทวดาจะพากันอนุโมทนา
    เมื่อหลวงปู่เย็นถามว่าท่านธุดงค์ไปที่ใดมาบ้างและไม่กลัวอันตรายหรือ พระธุดงค์ลึกลับกล่าวว่าท่านธุดงค์ไปมาทั่ว ไม่ว่าประเทศไทย พม่า ลาว เขมร ท่านไปมาหมด ในป่าลึกนั้นเต็มไปด้วยอันตรายนาๆ ประการ ทั้งไข้ป่า สัตว์ร้าย ภูตผีปีศาจนานาชนิด ท่านยังเมตตาเล่าให้หลวงปู่เย็นฟังว่า ครั้งหนึ่งท่านธุดงค์ไปยังเมืองลาว ต้องเดินผ่านเข้าไปยังหมู่บ้านหนึ่งที่มีชื่อว่า “บ้านแก้ว” ซึ่งเป็นที่เลื่องลือในเรื่อง “ยาพิษยาสั่ง” คนแปลกหน้าผ่านเข้าผ่านไปในหมู่บ้านเป็นต้องถูกลองยาเสมอ น้อยคนนักจะออกมาได้อย่างปลอดภัย มีคนลองวิชาแต่ท่านไม่เป็นไร พร้อมทั้งพูดปริศนาว่า “เขาทำให้ตาย กินข้าวได้เราไม่กลัว” ซึ่งเป็นคำปริศนาหมายถึงการทำยาสั่งยาเบื่อใส่ แต่พระลึกลับรูปนี้สามารถทานข้าวปลาอาหารที่มียาเบื่อยาสั่งได้โดยปราศจากอันตราย

    เมื่อยิ่งพูดยิ่งคุยยิ่งสนทนากับพระลึกลับรูปนี้แล้วก็ทำให้หลวงปู่เย็นทราบขึ้นมาแน่ชัดว่า พระรูปที่กำลังนั่งสนทนากับท่านข้างหน้านี้หาใช่พระภิกษุปุถุชนธรรมดาไม่ แต่หากเป็นพระผู้วิเศษที่สำเร็จฤทธิ์อภิญญาตามวิชชาชั้นสูงของพระพุทธศาสนา หรือท่านอาจเป็นพระอริยเจ้าผู้อยู่เหนือโลกไปแล้ว

    พระ ลึกลับรูปนี้ได้หยิบก้านธูปที่จุดหมดดอกแล้วนำมาหักเป็นสี่จังหวะแล้วหยิบ สายสิญจน์ขึ้นมาพันไปมาพร้อมทั้งบริกรรมกำกับ จนสำเร็จเป็นรูปตัว “พ.พาน” จากนั้นส่งให้หลวงปู่เย็น พร้อมกับกล่าวโอวาทว่า

    “พ.พานวิเศษ”นี้หมายถึง “แก้วสารพัดนึก” หมายถึง การนึกอยากได้หรือต้องการอยากได้อะไรก็จะได้ดังใจปรารถนา ผู้ใดได้ไว้ครอบครองตั้งมั่นในศีลธรรม ในความดี ก็จะได้สมใจนึก ตัวพอ “พ” นี้ เป็นของวิเศษ อันเกิดจากพระวาจาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงตรัสไว้ที่โคนต้นโพธิ์ “พอ พอ แล้วใครไม่ต้องเป็นครูสอนเราแล้ว” พอเรารู้ในธรรมวินัยนี้ว่าเป็นของที่เลิศประเสริฐยิ่งนัก พระพุทธก็ดี พระธรรมก็ดี พระสงฆ์ก็ดี เป็นของดีที่วิเศษ ยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ในโลกนี้

    พระธุดงค์รูปนั้นท่านได้อธิบายถึงสรรพคุณและถ่ายทอดวิชาสร้างตัวอักษร “พ” ให้กับ หลวงปู่เย็นจนหมดสิ้น

    ตัวพ.พานนี้ ยัง เป็นเครื่องหมายแทน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พ่อแม่ คือตัวพระ คือตัวพอ ความพอ คือธรรมอันวิเศษ เหมือนครั้งที่พระพุทธองค์ทรงบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณท่านได้กล่าวออกมา ว่า “พอ พอ แล้วเราไม่ต้องการใครเป็นครูอาจารย์เราแล้ว ผู้รู้จักพอคือเศรษฐี คือผู้ค้นพบความร่ำรวย ผิดกับผู้ไม่รู้จักพอย่อมเป็นผู้ทุกข์อยู่กับการดิ้นรนแสวงหาเรื่อยไป”

    หลวง ปู่เย็นรับ “พ.พาน” ตัวเศษจากพระภิกษุลึกลับรูปนี้ด้วยความปลาบปลื้มใจ เมื่อหลวงปู่เย็นกราบท่านลงสามครั้ง พอเงยหน้าขึ้นมาพระธุดงค์รูปนั้นก็อันตรธานหายไปอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นสิ่งเหลือเชื่อที่เกิดขึ้นกับหลวงปู่เย็นขณะอยู่ในวัยหนุ่ม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ “วัดระฆัง” ฝั่งธนบุรี ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญที่หลวงปู่เย็นท่านจำได้ดีตลอดมา

    ท่านเล่าว่าพระธุดงค์รูปนั้นท่านไม่ได้บอกชื่อ แต่ท่านจำหน้าตาได้แม่นยำที่สุด มาเห็นอีกทีก็ตอนที่เขาพิมพ์เรื่องหลวงปู่โลกอุดรนี่แหละ ท่านจำได้ดีว่าคือ พระรูปเดียวกันกับที่ท่านได้พบเจอมา ท่านได้กล่าวกับศิษย์ของท่านว่า เพราะพระผู้วิเศษท่านนี้แหละที่ทำให้ท่านสร้างวัดสร้างวาได้สำเร็จ โดยการสร้างวัดของหลวงปู่เย็นนั้น ท่านก็อาศัยการทำตัวพ.พานนี่แหละแจกจ่าย แลกกับ “ถุงปูน” ผู้ที่ได้ไปล้วนมีประสบการณ์ปาฏิหาริย์อย่างมากมาย

    ขึ้นชื่อที่สุดคือ “พ.พาน” ของท่านเป็นของมีชีวิต ยามจะเกิดภัยจะสามารถส่งเสียงร้องเตือนได้และยังเป็นของทางคุ้มครองแคล้วคลาด เมตตามหานิยม วิชา “พ.พาน” จากหลวงปู่โลกอุดรที่ถ่ายทอดให้ท่านนั้นเป็นวัตถุมงคลแก้วสารพัด นึก แต่ทั้งนี้ผู้ครอบครองต้องรู้จักคำว่าพอเมื่อถึงความพอแล้วแก้วสารพัดนึกจะปรากฏขึ้นมาเอง

    “หลวงปู่เย็น ทานรโต” ท่านมรณภาพด้วยอาการสงบ ในวันอาทิตย์ที่ ๑๒ พฤกษภาคม ๒๕๓๙ เวลา ๑๓.๔๕ น. รวมอายุได้ ๙๔ปี ๒เดือน ๑๑ วัน สรีระของท่านหลังจากสวดอภิธรรม บำเพ็ญกุศลแล้วนำมาบรรจุใส่โลงแก้วประดิษฐานไว้ที่วัดสระเปรียญ เพื่อให้สาธุชามาสักการะขอพรกันอย่างสม่ำเสมอ

    คาถา ตัว พ.พานมหัศจรรย์ ตำรับหลวงปู่โลกอุดร

    เครดิตข้อมูล และภาพจาก พี่ tongn005

    http://www.watkositaram.com/forum/index.php?topic=3638.0

    หลวงปู่เย็นเกิดปีเดียวกับหลวงพ่อปรง คือ พ.ศ.๒๔๔๗ ก่อนหลวงพ่อกวยหนึ่งปี รู้จักกับหลวงพ่อกวยพอประมาณ เเต่เรียกหลวงพ่อกวยว่า หลวงพี่กวย เพราะพรรษาบวชน้อยกว่า เคยเดินทางไปร่วมพิธีเสกพระกับหลวงพ่อกวยเป็นบางครั้ง นั่งรถโดยสารไปกันเอง

    ตามประวัติบวชเรียนเเล้วสึกมาใช้ชีวิตทางโลก จนตอนหลังกลับมาบวชอีกครั้ง อาจารย์เก่งๆที่ท่านเคยเรียนมา ล้วนเป็นสำนักเดียวกับหลวงพ่อกวย คือ หลวงพ่อศรี เเละหลวงพ่ออิ่ม

    วิชาที่ได้จากหลวงพ่ออิ่ม เช่นมนต์จินดามณี เเละวิชามือยาว เป็นต้น

    หลังจากจำพรรษาที่วัดกลางชูศรี ท่านได้นิมนต์หลวงปู่บุดดาซึ่งท่านนับถือมากมาเป็นเจ้าอาวาส ส่วนตัวท่านย้ายมาอยู่ที่วัดสระเปรียญ สมัยนั้นเป็นสำนักสงฆ์การเปรียญ มีพระจำพรรษาคือ หลวงตาชุ่มเเละลูกสาวซึ่งบวชเป็นเเม่ชี ชื่อเเม่ชีมณี หลวงปู่ได้บูรณะวัดเเละตั้งชื่อใหม่ว่าวัดสระเปรียญ

    วัตถุมงคลของหลวงปู่ ดีมากทางเเคล้วคลาดเเละเมตตาสูง หลวงปู่ใจดี ยิ้มเเย้มเเจ่มใส มีเมตตามากๆ เเต่ของทุกอย่าง หลวงปู่ไม่ค่อยเเจก เเต่จะเอาจำหน่ายเพื่อหาเงินเข้าวัด
    ............
    หลวงปู่เย็น ทานรโต วัดสระเปรียญ จ.ชัยนาท พระผู้สร้างวัตถุมงคลที่มีชื่อเสียง พ .พาน หุ่นพยนต์ ซึ่งหลวงปู่เย็นท่านร่ำเรียนมาจากหลวงปู่เทพโลกอุดร หลวงปู่เย็นท่านเป็นศิษย์หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา (พระเกจิดังแห่งเมืองสุพรรณพระอาจารย์ของหลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่) และหลวงพ่อศรี วัดพระปรางค์ (พระเกจิดังแห่งเมืองสิงห์บุรีพระอาจารย์ของหลวงพ่อกวย หลวงพ่อแพ) จนเมื่อปี 2507 หลวงปู่เย็นท่านได้ออกธุดงค์ ไปทางอำเภอบางระจัน จ.สิงห์บุรี พบเจดีย์เก่าในพงหญ้ารกครึ้ม ในสภาพทรุดโทรม จึงรู้ว่าที่เเห่งนี้เป็นวัดร้าง ด้วยจิตกุศลอันเเรงกล้า ท่านจึงมีความตั้งใจที่จะบูรณะก่อสร้างขึ้นใหม่ จนกลายเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองสวยงาม มีนามว่า วัดกลางชูศรีเจริญสุข โดยในงานผูกพันธสีมา ฝังลูกนิมิตวัดกลางชูศรีเจริญสุขเมื่อปี 2522 นั้น หลวงปู่ได้สร้างเครื่องมงคล เพื่อแจกจ่ายแก่ผู้ที่มาร่วมทำบุญ ซึ่งท่านได้นิมนต์พระเกจิสายพระครูศรี วัดพระปรางค์มาร่วมพิธีพุทธาภิเษกด้วยหลายรูปอาทิเช่น หลวงพ่อกวย หลวงพ่อพิม หลวงพ่อทอง หลวงพ่อปรง เป็นต้น พระเนื้อผงรูปเหมือนหลวงพ่อเย็น งานฝังลูกนิมิตวัดกลางชูศรีเจริญสุข ปี 2522 จึงเป็นวัตถุมงคลอีกชิ้นหนึ่งที่น่าเก็บสะสม เพราะสมบูรณ์ไปด้วยมวลสาร, เจตนา และพุทธคุณ ตามหลัก มวลสารดี ,เจตนาดี, พระผู้ปลุกเสกดี

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญรุ่นแรกหลวงปู่เย็นวัดสระเปรียญพิมพ์ใหญ่

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260416_222047.jpg IMG_20260416_222111.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 เมษายน 2026
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1776355335956.jpg

    พระผงรูปเหมือน หลวงพ่อเอื้อน จัดสร้าง พ.ศ.๒๕๔๙
    สร้างจากเนื้อผง เกษรวิเศษ และมวลสารพระเก่า

    พระครูอดุลวิริยกิจ
    “หลวงพ่อเอื้อน อัตตมโน”


    ประวัติ หลวงพ่อเอื้อน วัดวังแดงใต้ จ.พระนครศรีอยุธยา

    หลวงพ่อเอื้อน อตตมโน มีนามเดิม เอื้อน นามสกุล พันธุมิตร เกิดเมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๓ ที่บ้านเลขที่ ๑ หมู่ ๖ ตำบลวังแดง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ่อแม่ของท่านประกอบอาชีพในการทำนา และพ่อของท่านยังเป็นหมอแผนโบราณมีความเชี่ยวชาญรักษาโรค ปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ เล่าเรียนด้านมนต์คาถาศักดิ์สิทธิ์ ทั้งการดูฤกษ์พานาที ทำนายทายทักก็ถือว่าค่อนข้างมีคนให้ความเลื่อมใสอย่างมาก

    หลวงพ่อเอื้อนมี พี่น้องด้วยกัน ๗ คน ครอบครัวของท่านเป็นครอบครัวชาวนาเหมือนชาวบ้านในละแวกเดียวกัน ชีวิตในวัยเยาว์ ท่านก็ช่วยเหลือครอบครัวเท่าที่ช่วยได้ นิสัยตอนเด็กของท่านนั้นเปี่ยมไปด้วยเมตตา ไม่เคยเอาเปรียบใคร ๆ ช่วยเหลือคนอื่น ไม่ชอบการรังแกกลั่นแกล้ง

    ถึงท่านจะเป็นเด็กที่ มีรูปร่างค่อนข้างสูงใหญ่กว่าคนอื่น เมื่อเข้าเรียนหนังสือท่านยิ่งไม่ชอบการเอาเปรียบและกลั่นแกล้ง ใครจะมาแกล้งท่าน ท่านก็ไม่ยอมใครเหมือนกัน อยู่ไปนานวันเข้าก็ไม่มีใครมารังแก เพราะใจมันสู้ซะอย่าง

    พอจบชั้นประถมปีที่สี่แล้วก็ออกมาช่วยพ่อแม่ทำนา ทั้งเลี้ยงวัว เกี่ยวหญ้า บางคราวก็ไปหาปลามาประกอบอาหาร เพราะในสมัยนั้นทำนาได้ปีละครั้ง หมดหน้าทำนาแล้วก็ไม่มีอะไร อยู่กับบ้านทำงาน ต่าง ๆ ไป ด้วยความเป็นคนที่ชอบความสงบ

    สมัยนั้นชอบมากที่สุดคือในช่วงคืนเดือนหงาย พระจันทร์สาดส่อง สว่างไสวเป็นสีเหลืองที่งดงามมาก ท่านบอกดูแล้วมีความสุข ด้วยการที่เราไปเที่ยวบ้านเหนือบ้านใต้ก็ต้องระวังตัว เจ้าถิ่นเขาคอยจะหาเรื่องทะเลาะวิวาท ยิ่งถ้าไปจีบสาวในหมู่บ้านนั้นด้วยยิ่งแล้วเลยต้องเจอดีแน่นอน ท่านเองจึงไม่ค่อยชอบไปเที่ยวที่ไหน

    ช่วงที่เริ่มเป็นหนุ่มนั้นก็ ถือว่าพอตัวเหมือนกัน คือไม่ยอมให้ใครมารังแก แต่ก็ไม่เคยไปรังแกใคร ไปบ้านไหนก็อ่อนน้อมถ่อมตน แล้วอีกอย่างหนึ่งก็เล่าเรียนวิชามาเหมือนกัน โยมพ่อได้ถ่ายทอดให้ ตอนนั้นที่ว่าแน่นั้นต้องเสกปูนคาดคอ ขอดชายผ้าติดตัว บางครั้งก็เสกใบพลูกิน เรียกว่าพอเสกอะไรแล้ว ต้องลองกันได้เลย ถึงจะมั่นใจว่าไปแล้วไม่มีคำว่าเลือดไหลให้แมลงวันกิน ชีวิตเริ่มเป็นหนุ่มมากขึ้น ท่านกลับต้องช่วยโยมพ่อ

    บาง ครั้งโยมพ่อจะสอนให้ทำกรรมฐาน ทำให้มีจิตใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน ตอนแรก ๆ นั้นก็ทำไม่ค่อยได้ ใจคิดอะไรต่ออะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่พอบอกว่าเรียนมนต์คาถาต่าง ๆ ทำให้มีความสนใจ ตอนหลังถึงเข้าใจว่านั่นคือสมาธิ แต่การฝึกฝนทำสมาธิให้สงบ เมื่อนั่งแล้วต้องเห็นอะไร เมื่อจิตมีความสงบ มีสติ ก็ทำให้เกิดปัญญา มีความคิดรอบคอบ จะทำอะไรก็ไม่ผิดพลาด ต้องใช้การพิจารณาก่อน

    ชีวิตตอนเป็นหนุ่มของท่าน ไม่มีเรื่องที่ต้องทำให้พ่อแม่ต้องทุกข์ร้อนใจ มีแต่คอยให้ความช่วยเหลือเพื่อน ๆ ช่วยงานทางบ้านทุกอย่าง หลวงพ่อท่านเล่าให้ฟังว่า ตอนใกล้บวชพระนั้น มีความเบื่อหน่ายมาก เบื่อชีวิตในการครองเรือน เพราะเห็นเพื่อน ๆ มีความเดือดร้อนหลายคน บางคนมีลูกเมียแล้วก็ต้องพลัดพรากกัน ป่วยไข้ทรมาน แม้คนในหมู่บ้านที่ป่วยตายนั้นก็หลายคน ยิ่งมาพบเห็นชาวบ้านตายตอนโรคห่าระบาด ท่านบอกตอนนั้นกลัวเหมือนกัน พอเย็นลงมันวังเวงที่สุด บ้านของท่านมีคนแวะเวียนมาไม่เคยขาด เขามาขอให้ช่วยเหลือปัดเป่าให้โรคร้ายนั้นหายไป พ่อของท่านก็ทำน้ำมนต์ใส่กระถางใบโต เสกนานเป็นชั่วโมง

    ท่านมาคิดได้ว่าชีวิตคนเรานี้ เมื่อเกิดแล้วก็ต้องป่วยไข้ หากไม่ป่วยไข้อาจถูกคนทำร้ายตาย บางคนยากจนแสนเข็ญหากินจนตาย ทำให้ปลงว่า ชีวิตนี้ต้องตายทุกคน บางรายนอนป่วยนานเป็นเดือนถึงตาย บางรายกว่าจะตายทรมานมาก อันนี้เกิดขึ้นด้วยผลแห่งกรรม

    ต่อมา เมื่ออายุ ๒๒ ปี จึงได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดบึง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ได้มีโอกาสศึกษาวิชาวิปัสสนากรรมฐานตามแบบอย่างหลวงพ่อตาบ แห่งวัดมะขามเรียง อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี รวมทั้งศึกษาการเขียนยันต์ตะกรุดจากหลวงพ่อตาบ จน พ.ศ. ๒๕๑๔ จึงได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดวังแดงใต้ ได้พัฒนาวัดแห่งนี้จนมีความเจริญรุ่งเรืองมาโดยลำดับ

    ปัจจุบัน ชื่อเสียงท่านโด่งดังไปไกลถึงต่างประเทศ ทั้ง มาเลเซีย สิงคโปร์ เดินทางมากราบท่านถึงวัด ท่านสร้างวัตถุมงคลแต่ละชนิดออกมาน้อย แต่มีประสบการณ์สูง ทั้งด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม แคล้วคลาดปลอดภัย วัตถุมงคล พระเครื่องของท่านจึงเป็นที่ต้องการในหมู่ลูกศิษย์อย่างมาก


    เพิ่มเติมประวัติหลวงพ่อเอื้อน อตตมโน วัดวังแดงใต้ ต.วังแดง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา

    หนึ่งในพระเกจิอาจารย์แห่งลุ่มแม่น้ำป่าสัก ของขลังยอดเยี่ยมในด้านแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี ทั้งเมตตามหานิยม มีประสบการณ์ให้ประจักษ์มาแล้ว
    หลวงพ่อเอื้อน อตตมโน ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์อีกรูปหนึ่งในอำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นที่นับถือของชาวบ้าน และจะได้พบเห็นในงาน
    ปลุกเสกพระเครื่องและวัตถุมงคลต่างๆที่ตามวัดนิมนต์ท่านไปร่วมปลุกเสกให้บังเกิดความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ ให้มีความขลังในด้านต่างๆ เรียกว่างานไหนไม่มี หลวงพ่อเอื้อนแล้ว ดูเหมือนว่าการปลุกเสกจะไม่สมบูรณ์เอาเลย ก่อนที่จะทราบเรื่องราวความเป็นมาของท่านและอภินิหารต่างๆ มารู้ความเป็นมาของวัด ความเป็นมาของวัดวังแดงใต้ วัดนี้เป็นวัดเล็กๆสร้างขึ้นในต้นรัชสมัยของกรุงรัตนโกสินทร์ อยู่ริมแม่น้ำป่าสักด้านทิศเหนือ บ้านวังแดงเป็นหมู่บ้านที่จัดแต่ง
    ผลหมากรากไม้และเครื่องใช้ต่างๆส่งเข้าวัง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวังเก่ามากนัก ปัจจุบันคือบริเวณใกล้วัดร้อยไร่หรือโรงเรียนท่าช้างพิทยาซึ่งมีโครงสร้างฐานอิฐ
    เก่าแก่มากมาย จากการสันนิษฐานของนักโบราณคดีบอกว่า เป็นที่ตั้งของวังเล็กๆและสถานที่เก็บสิ่งของ ที่พักช้าง ที่พักม้า แต่ก่อนตรงวัดร้อยไร่นั้นทางเดิน ข้ามแม่น้ำจะเป็นก้อนหินก้อนโตๆมากมาย ต่อมาการขนส่งสินค้าต้องใช้ทางเรือ จึงมีการลอกล่องน้ำ แต่การสร้างวัดวังแดงใต้ อาจสร้างขึ้นที่หลังแน่นอน เพราะไม่มีหลักฐานว่าเป็นวัดที่สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ลำดับเจ้าอาวาสนั้นมีมาแล้วกี่รูปไม่แน่ชัด ปัจจบันหลวงพ่อเอื้อนท่านเป็นเจ้าอาวาส
    หลวงพ่อเอื้อน อตตมโน นามเดิมเอื้อน นามสกุลพันธุมิตร เกิด1กันยายน2483 ที่บ้านเลขที่1หมู่6 ตำบลวังแดง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
    พ่อแม่ของท่านประกอบอาชีพในการทำนา และพ่อของท่านยังเป็นหมอแผนโบราณเชี่ยวชาญรักษาโรคปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บเล่าเรียนด้านมนต์คาถาศักดิ์สิทธิ์
    ทั้งการดูฤกษ์ผานาที ทำนายทายทักก็ถือว่าค่อนข้างมีคนให้ความเลื่อมใสอย่างมาก หลวงพ่อเอื้อนท่านมีพี่น้องด้วยกัน7คน เหลือเพียง5คน เสียชีวิตไป2คน
    ครอบครัวของท่านเป็นครอบครัวชาวนาเหมือนชาวบ้านในละแวกเดียวกัน

    ชีวิตในวันเยาว์ ท่านก็ช่วยเหลือครอบครัวเท่าที่ช่วยได้ นิสัยตอนเด็กของท่านนั้นเปี่ยมไปด้วยเมตตา ไม่เคยเอาเปรียบใครๆช่วยเหลือคนอื่น ไม่ชอบการ
    รังแกกลั่นแกล้ง ถึงท่านจะเป็นเด็กที่มีรูปร่างค่อนข้างสูงใหญ่กว่าคนอื่น เมื่อเข้าเรียนหนังสือท่านยิ่งไม่ชอบการเอาเปรียบและกลั่นแกล้ง ใครจะมาแกล้งท่าน
    ท่านก็ไม่ยอมใครเหมือนกัน อยู่ไปนานวันเข้าก็ไม่มีใครมารังแก เพราะใจมันสู้ซะอย่าง สมัยนั้นเรียนก็เรียนที่ศาลาวัด บางแห่งมีโรงเรียนบ้างแล้ว ท่านเรียน
    จบชั้นประถมปีที่สี่แล้วก็ออกมาช่วยพ่อแม่ทำนา ทั้งเลี้ยงวัวเลี้ยงควายเกี่ยวหญ้า บางคราวก็ไปหาปลามาประกอบอาหาร เพราะในสมัยนั้นทำนาได้ปีละครั้ง
    หมดหน้าทำนาแล้วก็ไม่มีอะไร อยู่กับบ้านทำงานต่างๆไป ด้วยที่เป็นคนชอบความสงบ สมัยนั้นชอบมากที่สุดคือในช่วงคืนเดือนหงาย พระจันทร์สาดส่อง
    สว่างไสวเป็นสีเหลืองที่งดงามมาก ท่านบอกดูแล้วมีความสุข ด้วยการที่เราไปเที่ยวบ้านเหนือบ้านใต้ก็ต้องระวังตัว เจ้าถิ่นเขาคอยจะหาเรื่องทะเลาะวิวาท
    ยิ่งถ้าไปจีบสาวในหมู่บ้านนั้นด้วยยิ่งแล้วเลยต้องเจอดีแน่นอน ท่านเองจึงไม่ค่อยชอบไปเที่ยวที่ใหน
    ช่วงที่เริ่มเป็นหนุ่มนั้นก็ถือว่าพอตัวเหมือนกัน คือไม่ยอมให้ใครมารังแก แต่ก็ไม่เคยไปรังแกใคร ไปบ้านใหนก็อ่อนน้อมถ่อมตน แล้วอีกอย่างหนึ่งก็เล่าเรียน
    วิชามาเหมือนกัน โยมพ่อได้ถ่ายทอดให้ ตอนนั้นที่ว่าแน่นั้นต้องเสกปูนคาดคอ ขอดชายผ้าติดตัว บางครั้งก็เสกใบพูรับประทาน เรียกว่าพอเสกอะไรแล้ว ต้อง
    ลองกันได้เลย ถึงจะมั่นใจว่าไปแล้วไม่มีคำว่าเลือดไหลให้แมลงวันกินอิ่ม ชีวิตเริ่มเป็นหนุ่มมากขึ้น ท่านกลับต้องช่วยโยมพ่อ บางครั้งโยมพ่อจะสอนให้ทำ
    กรรมฐาน ทำให้มีจิตใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน ตอนแรกๆนั้นก็ทำไม่ค่อยได้ ใจคิดอะไรต่ออะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่พอบอกว่าเรียนมนต์คาถาต่างๆทำให้มีความสนใจ
    ตอนหลังถึงเข้าใจว่านั่นคือสมาธิ สมาธิที่มีความสนใจแต่การฝึกฝนทำสมาธิให้สงบต้องนั่งแล้วต้องเห็นอะไรต่างๆ ทั้งๆที่โยมพ่อก็บอกว่าให้ภาวนาว่า พุทโธ
    พุทโธ ยังไม่ได้สอนให้ทำขั้นสูง เมื่อจิตมีความสงบ มีสติ ทำให้เกิดปัญญา มีความคิดรอบคอบ จะทำอะไรก็ไม่ผิดพลาด ต้องใช้การพิจารณาก่อน ชีวิตตอน
    เป็นหนุ่มของท่าน ไม่มีเรื่องที่ต้องทำให้พ่อแม่ต้องทุกข์ร้อนใจ มีแต่คอยให้ความช่วยเหลือเพื่อนๆ ช่วยงานทางบ้านทุกอย่าง หลวงพ่อท่านเล่าให้ฟังว่า ตอน
    ใกล้บวชพระนั้น มีความเบื่อหน่ายมาก เบื่อชีวิตในการครองเรือน เพราะเห็นเพื่อนๆมีความเดือดร้อนหลายคน บางคนมีลูกเมียแล้วก็ต้องพลัดพรากกัน ป่วยไข้
    ทรมาน แม้คนในหมู่บ้านที่ป่วยตายนั้นก็หลายคน ยิ่งมาพบเห็นชาวบ้านเขาตายตอนโรคห่าระบาด ท่านบอกตอนนั้นกลัวเหมือนกัน พอเย็นลงมันวังเวงที่สุด
    บ้านของท่านที่มีคนแวะเวียนมาไม่เคยขาด เขามาขอให้ช่วยเหลือปัดเป่าให้โรคร้ายนั้นหายไป พ่อของท่านก็ทำน้ำมนต์ใส่กระถางใบโต เสกนานเป็นชั่วโมง
    ท่านมาคิดได้ว่าชีวิตคนเรานี้ เมื่อเกิดแล้วก็ต้องป่วยไข้ หากไม่ป่วยไข้อาจถูกคนทำร้ายตาย บางคนยากจนแสนเข็ญหากินจนตาย ชีวิตนี้ต้องตายทุกคน
    บางรายนอนป่วยนานเป็นเดือนถึงตาย บางรายกว่าจะตายทรมานมาก อันเกิดขึ้นด้วยผลแห่งกรรม

    ขอขอบพระคุณข้อมูลจาก พี่กันกุฏิวัด

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนปี๒๕๔๙

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260416_225755.jpg IMG_20260416_225818.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    fb_img_1709468722645-jpg.jpg


    สายเหนียวทางของผม

    วันนี้ลง สายเหนือ มีเรื่องเล่าประสบการณ์ ผู้ต้องหา ถูกเจ้าหน้าที่โปลิส ยิง ไม่เข้า แค่ ปูดบวม ในรายการ นาที่ ที่ 22 ใกล้จบ



    ครูบาเจ้ากลิ่นกู้คนฺธวังโส วัดข่วงเปาชัยเมืองลำปาง
    ยามเมื่อท่านเกิดมานั้นได้เกิดกลิ่นหอมตลบอบอวนไปทั่วหมู่บ้านคล้ายกลิ่นกู้(กู้คืออีกชื่อเรียกของใบเตยหรือต้นหว่นข้าวใหม่) บิดามารดาท่านจึงตั้งชื่อท่านว่ากลิ่นกู้ ท่านเป็นพระมหาเถระทรงเปี่ยมด้วยบุญบารมีทรงวิทยาคมยิ่งนัก วัตถุมงคลของท่านเด่นมากทางมหาอุดคงกระพัน ปืนยิjไม่ดัง (สับบ่ไหม้ไก๊บ่ลั่น)พ่อสล่าบุญตันช่างตีดาบลำปางท่านเคยเล่าให้ฟังว่ามีคนสะพายปืnจะไปยิjนกเดินผ่านวัดท่านๆจึงตะโกนถามว่าไปไหน คนที่สะพายปืnบอกว่าจะไปยิjนก ท่านบอกว่า ปื๋นสูบ่ดีจะไปยิjได้จะใด ชายคนนั้นจึงบอก “ดีกะลุงตุ๊ ยิjมาตึงวัน ปื๋นใหม่กำลังได้มาใหม่“ แต่พอเมื่อเขาเจอนกเกาะที่กิ่งไม้ จึงเหนี่ยวไกจะยิjปรากฏว่ายิjเท่าไรก็ไม่ออกจริงๆ ยังมีผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า แม้แต่แอ้บหมาก ของครูบากลิ่นกู้ก็ยิjไม่ออก เป็นที่เลื่องลือกันในอดีต

    ประวัติ "ครูบากลิ่นกู้ คันธะวังโส"
    "พระครูสุคนธ์ ศีลวงศ์ (ครูบากลิ่นกู้ คันธะวังโส)
    วัดข่วงเปาชัย ตำบลปงแสนทอง อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง
    ...ครูบากลิ่นกู้ คันธะวังโส นามเดิม ด.ช.กลิ่นกู้ โปทานามสาย เกิดเมื่อ วันพุธที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2441 ตรงกับวันขึ้น 7 ค่ำ (เดือน 4 เหนือล้านนาไทย ปีจอ) ณ.บ้านไร่นาน้อย เลขที่ 13 หมู่ 1 ตำบลปงแสนทอง อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง
    ...เป็นบุตรพญาหน้อยอุตตมา นางคำปัน โปทานามสาย มีพี่น้องรวมกัน 5 คน โดยครูบากลิ่นกู้เป็นบุตรคนที่ 3
    ...นางคำปัน โปทานามสาย ได้เล่าว่าก่อนจะรู้สึกตัวว่าเริ่มตั้งครรภ์ได้มีสิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้นกับตนเองอย่างมิน่าเชื่อ คือได้เกิดมีกลิ่นหอมติดตัวตนเองในช่วงตั้งครรภ์ 7 วันติดต่อกัน พอครบกำหนดคลอดก็ได้มีกลิ่นหอมเช่นเดิมเหมือนเริ่มตั้งครรภ์ 3 วันติดต่อกัน"
    บรรพชาและอุปสมบท
    เมื่อปี พ.ศ. 2452 อายุได้ 11 ขวบ ผู้เป็นบิดาได้นำตัวไปถวายเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อครูชมภู เจ้าอาวาสวัดข่วงเปาชัย ด.ช.กลิ่นกู้ ได้ศึกษาคำบรรพชาเป็นสาเณรและสวดมนต์ต่างๆ ได้คล่องแคล่ว 1 ปี ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณร ขณะบวชอยู่ก็ได้ศึกษาธรรมวินัยของสงฆ์ทั้งบาลีและไทยล้านนา จนความรู้แตกฉาน
    ...วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2464 ก็ได้ อุปสมบท ณ.ที่พันธสีมา วัดข่วงเปาชัย โดยมี
    ครูบาอภิวงศ์ วัดหนองห้า เป็นพระอุปัชญา
    ครูบากันทะวัง วัดบ่อแฮ้ว เป็นพระกรรมวาจาจารย์
    ครูบาอินทยศ วัดกาดใต้ เป็นพระอนุสาวนาจารย์
    การศึกษาปฏิบัติธรรม
    ...ครูบากลิ่นกู้ ได้สนใจปฏิบัติศาสนกิจ ตลอดจนถึงใฝ่ในทางวิปัสนากัมฐาน ที่วัดข่วงเปาชัยกับครูบาชมภู ด้วยวิธีการสมาถะตัดกิเลสทั้งปวง โดยใช้เวลาศึกษาและปฏิบัติอยู่ 6 ปี ต่อมาสอบได้นักธรรมชั้นตรี เมื่อปี พ.ศ.2467 และสอบได้นักธรรมชั้นโท ในปี พ.ศ.2470
    หลังจากนั้นจึงได้อำลาท่านครูบาชมภู ไปศึกษาสนธิและสตาธรรม ที่วัดสิงห์ชัยกับครูบาสุวรรณ เป็นเวลา 1 ปี ก็ได้อำลาครูบาสุวรรณกลับ มายังวัดข่วงเปาชัยมาปฏิบัติสมาธิธรรมกัมฐานต่อ จนถึงวันที่ 17 ตุลาคม 2490 ท่านครูบาชมภูได้มรณภาพลง ท่านกลิ่นกู้จึงได้เป็นเจ้าอาวาสดูแลวัดข่วงเปาชัย ขณะเดียวกันท่านกลิ่นกู้ก็มิได้หยุดนิ่งได้เร่งศึกษาธรรมต่อ ได้ฝึกสมาธิฐานโดยหยึดหลักการปฏิบัติ ขั้นต้นใช้หลักปัฏฐาน 4 แบบปรมัตถ์ พิจารณา รูปนาม เป็นอารมณ์กัมฐานกับอาจารย์ไพฑูรย์ โกสันละวัดม่อนจำศีล จ.ลำปาง อยู่ได้ 1 เดือน แล้วจึงนิมนต์อาจารย์ไพฑูรย์ มาทำการเปิด สำนักวิปัสนาธรรมกัมฐานที่วัดข่วงเปาชัยนานจนถึงปี 2502 ทางสำนักวิปัสนาธรรมกรรมฐานจึงปิดลงมีประชาชนสนใจเข้าร่วมปฏิบัติ ถึง 294 คน
    ...ในปี พ.ศ. 2503 - 2504 ได้ออกเดินธุดงไปตามสถานที่ต่างๆ เช่น แพร่,น่าน,พะเยา,เชียงรายและเชียงใหม่ และแม้แต่ประเทศลาวก็ไปมาแล้ว ภาคใต้ไปจนถึงสุราษฏรธานี
    ...ในปี พ.ศ. 2506 - 2507 ไปจำพรรษาที่วัดพระแลวัดต๋ำม่อน ต.ต๋ำ อ.พะเยา จ.เชียงราย
    หลังจากนั้นท่านครูบากลิ่นกู้ คันธะวังโส ก็กลับมาจำพรรษาที่วัดข่วงเปาชัยเรื่อยมา
    ...เมื่อปี พ.ศ.2521 ได้เข้าอบรมพระสังฆาธิการระดับวัด ณ วัดเชียงราย อ.เมือง จ.ลำปาง
    ...เมื่อปี พ.ศ.2528 ได้เข้าอบรมพระสังฆาธิการระดับตำบล ณ วัดคะตึกเชียงหมั่น อ.เมือง จ.ลำปาง
    ครูบากลิ่นกู้ คันธะวังโส ท่านยังมีความรู้และความชำนาญเรื่อง โหราศาสตร์เป็นอย่างดี ทำให้ผู้คนศิษย์ยานุศิษย์มาให้ท่านพระครูบากลิ่นกู้ คันธะวังโส ได้ผูกดวง ชะตาราศรี ดูฤกษ์ยาม ในความเชื่อทางโหราศาสตร์อย่างมากมานมิได้ขาดแต่ละวันจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน คนต่อคน มาเป็นหมู่คณะจากไกลบ้างใกล้บ้างที่ได้รับรู้ข่าวอันแม่นยำของครูบากลิ่นกู้
    ...หลวงพ่อพระครูบากลิ่นกู้ คันธะวังโส ยังมีความรู้ทางด้านแพทย์แผนโบราณอีกด้วยนับว่าหาได้ยากยิ่งมาก เป็นที่พึ่งของคนที่เจ็บป่วยด้วย โรคนาๆ โดยท่านมิได้รับค่ารักษา หรือเรียกร้องค่าตอบแทนแต่อย่างใด ท่านยังมียาสมุนไพร ซึ่งทานเข้าไปแล้วจะทำให้หายเจ็บหายปวดเมื่อยตามร่างกาย มีอาการบรรเทาเบาบางลง เมื่อพัดผ่อนก็จะหายอาการอ่อนเพลียไป เรียกว่ายาอายุวัฒน ซึ่งมีผู้ นิยมรับประทานกันมาก และท่านพระครูบากลิ่นกู้ ก็ปรุงไว้มิให้ขาด
    ...เรื่องการศึกษาหลวงพ่อครูบากลิ่นกู้ คันธะวังโส ท่านยังรอบรู้เรื่องภาษาไทยล้านนาเป็นอย่างดียิ่ง นับว่ามีความปราดเปรื่องทั้งอ่านและเขียนได้เป็นอย่างดีหาได้ยาก ในยุคนั้นอย่างแท้จริง
    งานการศึกษา
    พ.ศ. 2522 - 2535 เป็นครูสอนอักขระพื้นเมืองล้านนา ณ วัดข่วงเปาชัย ต.ปงแสนทอง อ.เมือง จ.ลำปาง
    งานเผยแผ่
    พ.ศ. 2522 - 2535 เป็นรองประธานกรรมการหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล ให้การอบรมสั่งสอนและฝึกสมาธิแก่ครูและนักเรียนโรงเรียนปงแสนทองวิทยา
    ให้การอบรมสั่งสอนจริยธรรม ในการประชุมอบรมกลุ่มหนุ่มสาว และมีการประกอบพิธีสำคัญทางศาสนาทุกปี ณ วัดข่วงเปาชัย ต.ปงแสนทอง อ.เมือง จ.ลำปาง
    fb_img_1709468732093-jpg.jpg

    สมณศักดิ์
    ...พ.ศ.2525 วันที่ 5 ธันวาคม เป็นประทวนสมนศักดิ์ ตามประกาศ 16/2525
    ...พ.ศ.2533 ได้รับพระราชทานพัดยศ พระครูชั้นประทวน เป็นพระสุคนธ์ ศีลวงศ์
    ...พ.ศ.2535 ทรงได้รับพระราชทานแต่งตั้งสัมณศักดิ์สัญญาบัตรพัดยศ ผ้าไตรชั้นโท
    การบูรณะปฏิสังขรณ์
    ...เมื่อปี พ.ศ. 2506 - 2507 ขณะที่จำพรรษาที่วัดพระแลวัดต๋ำม่อน ได้ช่วยทำการก่อสร้างปฏิสังขรณ์กุฏิวัดวาอารามและร่วมกับศรัทธาญาติโยม สร้าง พระธาตุวัดน้ำตกจำปาทอง ต.ต๋ำ อ.พะเยา จ.เชียงราย (ในสมัยนั้น)
    ...พ.ศ. 2524 สร้างกำแพง โดยรอบ วัดข่วงเปาชัย เป็นเงิน 60,234 บาท สร้างกุฏิ 1 หลัง เป็นเงิน 410,000 บาท
    ...พ.ศ. 2526 สร้างอาคารเก็บของ จำนวน 1 หลัง เป็นเงิน 150,000 บาท สร้างหอฉัน 1 หลัง เป็นเงิน 101,210 บาท สร้างโรงครัว จำนวน 1 หลัง เป็นเงิน 100,500 บาท
    ...พ.ศ. 2528 - 2529 สร้างอุโบสถทรงไทย จำนวน 1 หลัง เป็นเงิน 1,925,000 บาท
    ...พ.ศ. 2529 สร้างหอระฆังทรงไทย จำนวน 1 หลัง เป็นเงิน 110,000 บาท
    ...พ.ศ. 2530 เจาะบ่อน้ำบาดาลท่อส่งบรรจุน้ำและวางท่อประปาภายในวัด เป็นเงิน 142,000 บาท
    ...พ.ศ. 2531 จัดซื้อที่ดินเพื่อขยายที่วัด จำนวน 2 งาน เป็นเงิน 100,000 บาท
    ...พ.ศ. 2534 สร้างศาลาบำเพ็ญบุญ จำนวน 1 หลัง เป็นเงิน 1,855,179 บาท
    ...พ.ศ. 2534 สร้างห้องน้ำ จำนวน 3 ห้องและห้องส้วม จำนวน 5 ห้อง ชั้นเดียว 1 หลัง เป็นเงิน 70,000 บาท
    ...พ.ศ. 2535 สร้างถนนและเทลานวัด ทางเข้าบริเวณวัด เป็นเงิน 68,000 บาท
    ****รวมมูลค่าก่อสร้าง 5,092,123 บาท****
    งานพิเศษต่างๆ
    ...พ.ศ.2528 เป็นประธานเข้ารุกขมูลหารายได้สร้าง ศาลาการเปรียญ วัดบ้านไร่นาน้อย จ.ลำปาง ได้ทุนดำเนิดการ 97,600 บาท
    ...พ.ศ. 2529 เป็นประธานเข้ารุกขมูล หารายได้ก่อสร้างวิหาร วัดทุ่งกู่ด้าย จ.ลำปาง ได้ทุนดำเนิดการ 84,540 บาท
    ...พ.ศ. 2530 บริจาคเงินสมทบสร้างวัดต่างๆ ดั้งนี้
    -วัดนาน้อย เป็นเงิน 5,000 บาท
    -วัดบ้านต๋ำพะแล จ.พะเยา เป็นเงิน 5,000 บาท
    -วัดป่ากล้วย เป็นเงิน 3,000 บาท
    -วัดป่าตันกุมเมือง เป็นเงิน 2,500 บาท
    งานช่วยเหลือสาธารณประโยชน์
    -หมู่บ้านสบตุ๋ย ทับหมาก สร้างสะพานข้ามแม่น้ำตุ๋ย
    -โรงเรียนบ้านไรข่วงเเบา สมทบสร้างอาคารอนุบาล
    ...พ.ศ. 2530 บริจาคเงินทำบุญวัดต่างๆ
    วัดทุ่งกู่ด้าย วัดทุ่งม่านเหนือ วัดห้วยเคียน จ.พะเยา โรงเรียนบ้านไร่ข่วงเปา โรงเรียนปงแสนทองวิทยา
    ...พ.ศ. 2532 บริจาคช่วยเหลือวัดต่างๆ
    วัดห้างฉัตร วัดเตาปูน วัดง้าวพิชัย โรงเรียนบ้านไร่ข่วงเปา โรงเรียนปงแสนทองวิทยา
    ...พ.ศ. 2533 บริจาคช่วยเหลือวัดต่างๆ
    วัดม่วงแงว วัดนาก่วมเหนือ วัดจำบอนเก่า วัดโป่งเกลือ จ.พะเยา เป็นประธานเข้ารุกขมูลหารายได้สร้างรั้วและถนนในโรงเรียนบ้านกาดใต้
    ...พ.ศ. 2534 บริจาคช่วยเหลือวัดต่างๆ
    วัดไร่นาน้อย วัดต๋ำม่อน จ.พะเยา สบทบสร้างถนนสายบ้านไร่ ปงแสนทอง สบทบซื้อที่ดินขยายถนนสายบ้านไร่ สบทบซื้อที่ดินขยายสุสาน บ้านไร่ข่วงเปา
    ...พ.ศ. 2535 บริจาคช่วยวัดสบเมาะ วัดต๋ำม่อน จ.พะเยา วัดห้วยเคียน จ.พะเยา
    ***รวมที่ร่วมดำเนินการหาทุน 4 ครั้ง มูลค่า 215,000 บาท
    รวมที่บริจาคทำบุญวัดต่างๆ และสาธารณประโยชน์ 28 ครั้ง เป็นมูลค่า 288,000 บาท
    ก่อนท่านครูบาจะมรณะภาพลงเมื่อวันที่
    1 พฤษภาคม พ.ศ.2537 อายุ 96 ปี

    ครูบากลิ่นกู้ คันธวังโส อดีตเจ้าอาวาส วัดบ้านไร่ข่วงเปา พระเกจิผู้ทรงวิทยาคม ทางด้านชาตรี ที่มีพลังจิตและตบะที่แรงกล้า ในยุคนั้น ถนนทุกสายบ่ายหน้าไปยังวัดบ้านไร่ข่วงเปา เพื่อขอของดีจากมือครูุบาท่าน ทั้งเกศา พระเครื่อง แม้กระทั่งชานหมาก เนื่องจากมีประสบการณ์เป็นที่เล่าขานอย่างเนืองเนือง เช่น คนที่ห้อยชานหมากท่านสุนัขกัดไม่เข้า หรือ ในขณะที่ท่านกำลังนั่งสมาธิอยู่นั้น ปรากฏว่า มีเด็กมาจุดประทัดข้างกำแพงวัด ท่านเลยบริกรรมคาถาขว้างชานหมากไปติดกำแพง ทำให้ประทัดนั้นไม่ทำงาน เป็นต้น

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนผสมเกศาทรงระฆัง องค์นี้ เกศา ด้านหน้า เยอะพอสมควรครับ ส่อง เห็นหลายเส้น สำหรับ ท่านที่ชอบ สายเหนียว ยิงไมเข้า

    ได้บูชา 1,800 บาทครับ

    IMG_20260418_155540.jpg IMG_20260418_155611.jpg
    .
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1775892576752.jpg

    สำหรับหลวงปู่คำน้อย ว่ากันว่าท่านมีถึงอายุ 238 ปี ท่านพำนักอยู่ วัดถ้ำภูกำพร้า อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ตั้งแต่ท่าน อายุได้ 100 กว่าปี ท่านก็สามารถนั่งสมาธิถอดจิต ไปเที่ยว สวรรค์ - นรก และ บางคนเชื่อว่าท่านคือเณรคำผู้มีฤทธิ์จากภูเขาควายเมืองลาว (เหรียญหลวงปู่ออกที่วัดถ้ำเขาอีโต้ ปราจีนบุรี ปี2538ระบุว่าท่านคือหลวงปู่เณรคำ) เรื่องของหลวงปู่คำน้อย วัดถ้ำภูกำพร้า
    ท่านเป็นพระใจดี สำหรับอายุของท่านเท่าที่ถามจากคนเฒ่าคนแก่ในละแวกนั้น เขาก็ว่าเกิดมาก็เห็นหลวงปู่แล้ว จนเขามีอายุถึงแปดสิบเก้าสิบ หลวงปู่คำน้อยก็ยังคงอยู่ในสภาพเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และเมื่อสอบถามจากหลวงปู่คำน้อยก็ได้คำตอบเหมือนที่ใครๆได้รับรู้จากวาจา ท่านเองคือเปลี่ยนฟันมาสองรอบแล้ว รอบละ 120 ปี เลยอนุมานเอาว่าช่วงนั้นหลวงปู่น่าจะอายุประมาณ 200กว่า ปี อายุใกล้เคียงกับกรุงเทพมหานคร ก็เลยสันนิษฐานเอาว่าหลวงปู่น่าจะเกิดในสมัยรัชกาลที่ 1 ครับ ปัจจุบันท่านมรณภาพไปแล้วครับ ประมาณปี 2548
    ทานบดีท่านหนึ่งท่านเล่าผ่านโลกออนไลน์ว่า...เคยมีโอกาสไปพบหลวงปู่คำน้อย วัด ภูกำพร้า ด้วยคำแนะนำของศิษย์พี่ท่านนึง ท่านว่าหลวงปู่อายุร่วมจะ 300 ปีแล้ว เจ้าลาวแวะมาหาเล่าให้ฟังอีกทีว่า สมัยท่านยังเด็ก พ่อได้พาไปกราบหลวงปู่น้อย ตอนนั้นหลวงปู่น้อยก็แก่มากแล้ว ตอนนี้เจ้าลาวคนนี้ก็อายุ 70 กว่าๆ หลวงปู่คำน้อยก็ยังแก่มากเหมือนเดิม เลยไม่รู้ว่าจริงๆ ท่านอายุเท่าไรกันแน่ ไปกราบท่านพร้อมกับพาน้องๆที่ว่าวอีสานได้ดีไปด้วยเผื่อฟังไม่ออกเพราะท่าน เป็นพระข้ามมาจากฝั่งลาว ปรากฎว่าท่านพูดภาษาลื้อ ก็เลยฟังไม่ออกไปด้วยกันทั้งหมด เป็นพระที่เมตตามากครับ ถามโยมใกล้ชิดท่าน ก็ได้ความว่าอายุหลวงปู่ไม่ถึง 300 ปีหรอกครับ แค่สัก 200 เศษปีเท่านั้นเอง นั่นก็หง่อมมากแล้วครับ ท่านว่าเมื่ออายุครบ 120 ปีครั้งหนึ่ง ฟันชุดใหม่จะงอกขึ้นมาครั้งหนึง นี่ก็งอกขึ้นมาครั้งที่ 2 แล้ว แล้วเห็นเล็บหลวงปู่ก็ดูยังสดใหม่ยังกะพึ่งงอกได้ไม่นาน แต่หนังที่ศีรษะหลวงปู่ยับเหมือนหนังช้าง เวลาท่านนอนท้าวแขนจะยับตามมือปล่อยมือแล้วหนังก็ยังไม่กลับที่ ใครจะไปหาท่านจะรู้ก่อน จะไปนั่งรอ พอเสร็จธุระก็ไปที่อื่นต่อด้วยความที่หลวงปู่น้อยเป็นพระใจดี ทำให้มีคนเข้าไปขอความช่วยเหลือ บ้างก็ขอสร้างวัตถุมงคล ฯลฯ ท่านก็เมตตาอธิษฐานจิตให้ ประสบการณ์ที่เกิดจากผู้ใช้วัตถุมงคลของท่านคือเมตตา แคล้วคลาด และอธิษฐานขอในสิ่งที่ตนเองต้องการ...ประวัติของหลวงปู่คำน้อยนั้นนิตยสาร โลกทิพย์เคยลงเมื่อสามสิบปีก่อน
    ...................

    คิดถึงหลวงปู่คำน้อย...วัดป่าภูกำพร้า อ.ดงหลวง
    จ.มุกดาหาร...ว่ากันว่าท่านมีอายุ ๒๓๘ ปี...ได้มี
    โอกาสไปกราบท่าน..และค้างคืนที่วัดท่าน..คุยกับ
    ท่านไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะท่านพูดลาว...ท่านบอกว่า
    ตาท่านบอดทั้ง๒ข้าง...แต่พระอินทร์ เอาดวงตามาถวายท่าน ๑ ข้างฟันท่านหลุดไป ๒ รอบแล้วงอกออกมาใหม่...เมื่อท่านอายุ ๑๒๐ ปี ต้อนนี้เป็นรอบ
    ที่ ๒ แล้วอาย ๒๓๘ ปี มีโอกาสได้ถามโยมคนเฒ่า
    คนแก่แถวนั้นที่มาวัด..เพราะวันนั้นเราเอาผ้าป่า

    ไปทอด...อาตมาได้ถามตาคนหนึ่งอายุ ๗๐ปี..ถาม
    ว่าตาอยูที่นี้นานหรือยัง แก่บอกว่าผมเกิดที่นี้..ต้อน
    ผมเป็นเด็ก..ผมก็เห็นหลวงปู่อยู่อย่างนี้...ปัจจุบัน
    ผม ๗๐ แล้ว หลวงปู่ก็ยังอยู่อย่างนี้...พอสายหน่อย

    ได้ฉันเช้ากับท่าน..ท่านฉันข้าวโดยไม่ใช้ช้อน..เอา
    มือเปิบเอา...ดูแล้วโบราณ ดี...ถวายผ้าป่าท่านแล้ว
    ได้เดินท่านไปกราบ...หลวงปู่มั่น ที่วัดป่าสุธทราวาส
    ได้พบกับแม่ชี นารี การุณ อายุ ๑๒๓ ปี ท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น มีคนไปหาไปกราบมากมาย..แรก

    ก็อยู่ในวัดป่าสุธทราวาส ต้อนหลังกลับมาอยู่กับ
    ลูกหลานไก้ล วัด สมัยนั้นเขาเรียกว่าแมชีอรหันต์...
    อาตมาได้ถามแม่ชีว่า...แม่รู้ จักหลวงปู่น้อย ที่วัดป่าภูกำ
    พร้าไหม...แม่ชีบอกว่ารู้จัก...ต้อนแม่อายุ ๔๐ ก็เคย
    กราบท่าน...ต้อนนี้..แม่อายุ ๑๒๓ ปี ท่านยังมีชีวิตอยู่

    ไม่น่าเชื่อว่ายังมีคนมีอายุยืน...ถึง ๒๓๘ ปีอยู่จริง
    อาตมาได้ไปกราบ...หลวงปู่สังวาล เขมโก...เห็นรูป
    ท่านนั่งอยู่กับ..กับหลวงปู่น้อย..ได้กราบท่านแล้วถามว่า....หลวงปู่ครับ หลวงปู่น้อยวัดป่าภูกำพร้า
    อายุ ๒๓๙ ปีจริงไหม....ท่านได้พูดว่าคนปัจจุบันนี้
    ต้องมีหลักฐานยืนยันถึงเชื้อ ...ถ้าถามผม..ผมเชื่อ..
    ว่าท่านมีอายุ ๒๓๙ ปีจริง....เอาเรื่องร้าวมาเล่าให้

    โยมฟันมีคำยืนยันจากปากแม่ชีและพระที่สมัยก่อน
    คนรู้จักดีถ้าเป็นสายบุญสายปฎิบัติ ...หลวงพ่อ
    สังวาลได้บอกอีกว่า...หลวงปู่น้อยได้ถวายฟัน..ให้
    หลวงปู่สังวาลด้วย บอกว่าขึ้น
    มาเป็นรอบที่ ๒ แล้ว หลวงปู่คำน้อย ฐิตตะธัมโม
    มรณะภาพเมือประมาณปี พ.ศ.2544 อายุ 239 ปี
    สมพรภิกขุ......ข้อคิดปี 62

    “อายุยืนแค่ไหน สุดท้ายตายหมดไม่เหลือ”

    “ชีวิตนี้. ไม่มีคำว่า. อมตะ” ในสังขารทั้งปวง. สมพรภิกขุ

    ลูกศิษย์หลวงพ่อสมพรช้วยแชร์ไปเป็นกุศลแล”

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    เหรียญหลวงปู่คำน้อยวัดภูกำพร้า ปี ๒๕๓๗

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260418_174358.jpg IMG_20260418_174419.jpg
     
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    fb_img_1707738227173-jpg.jpg

    หลวงพ่อชม หรือ พระ ครูวิสุทธิกิจจาทร วัดนพทองดี ศรีพฤฒาราม (วัดโป่ง) อ.บางละมุง ชลบุรี ท่านเป็นพระเก่งไม่ธรรมดา ขนาดมรณภาพแล้วตอนที่จะฉีดยากันศพเน่า ปรากฏว่าเข็มแทงไม่เข้า ต่อมาร่างกายของท่านแห้งไม่เน่าเปือย ในช่วงประมาณ เมย 2556 มีข่างดังในหนังสือพิมพ์ผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่บางละมุง ถูกยิงถล่มด้วยปืนสงครามเข้าลำตัวหลายนัด ปรากฏว่าไม่ละคายผิว ในคอของผู้ใหญ่บ้านนี้มีพระเครื่องของ หลวงพ่อชม วัดโป่ง ห้อยติดอยู่ในพวงพระด้วยครับ จริงๆแล้วในพื้นที่แถวชลบุรี ชื่อเสียงหลวงพ่อชม วัดโป่ง ก็ดังพอสมควร เนื่องจากประวัติของท่านไม่ค่อยมีคนเขียนและเชียร์ ประกอบกับหลวงพ่อชม ไม่ค่อยเน้นสร้างวัตถุมงคลมากนัก ดังนั้นพระของท่านจะมีหมุนเวียนไม่กี่รุ่น หลวงพ่อชม มีวิชาอาคาขลังพอตัว ทราบว่าท่านเรียนวิชามาจากสายหลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ หลวงพ่อวงศ์ วัดบ้านค่าย เป็นต้น

    ประวัติย่อ
    หลวงพ่อชม เป็นชาวบ้านโป่ง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เกิดเมื่อวันที่ 8 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2451 เมื่ออายุครบ 21 ปี ก็ได้เข้ารับการเกณฑ์ทหารเป็นเวลา 2 ปี เมื่อออกจากทหารแล้ว ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาในสังกัดมหานิกายที่ วัดนพทองดีศรีพฤฒาราม (วัดโป่ง) เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2474 ได้รับฉายาว่า พระชม กสโร โดยมี พระครูธรรมมาธรโลขณะเขต เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อบัว วัดนพทองดีศรีพฤฒาราม (วัดโป่ง) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอาจารย์ ไว เป็น พระอนุสาวนาจารย์ เมื่อท่านบวชได้ 12 พรรษาก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดโป่ง ซึ่งท่านก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจ และแรงศรัทธา ชักจูงชาวบ้านในละแวกนั้นมาร่วมกันพัฒนาวัด นอกจากนี้หลวงพ่อชม ยังมีความรู้ในด้านสมุนไพรรักษาโรค และได้ช่วยเหลือประชาชนกำจัดปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ รักษาพยาบาลแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากด้วยความเมตตา หลวงพ่อชม เป็นพระสมถะ ไม่สะสมเงินทอง ทำวัตถุมงคลออกมาแต่ละรุ่นก็แบบรู้กันเฉพาะคนแถววัด ในช่วงปลายชีวิตมีนิตยสารพระเครื่องเอาประวัติของท่านมาลงบ้าง พอท่านเริ่มจะดังก็มามรณภาพลงเสียก่อน พวกนักเล่นพระที่เป็นนายทุนสร้างก็เลยอไม่ค่อยมาเกี่ยวข้อง พระเครื่องของท่านแม้ว่าจะยังไม่รู้จักกันกว้างมากนัก แต่คนในพื้นที่เจอจะเก็บกันหมด เพราะประสบการณ์เยี่ยมจิรงๆโดยเฉพาะด้านคงกระพัน แคล้วคลาด หลวง พ่อชม กสโร มรณภาพ เมื่อ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2539 อายุ 88 ปี นับพรรษาได้ 66 พรรษา

    หลวงพ่อชมท่านเป็นพระที่เสกวัตถุมงคลได้เข้มขลังมาก สังเกตได้จากวัตถุมงคลของท่านแต่ละรุ่นล้วนแล้วแต่มีประสบการณ์เกือบทุกรุ่นไม่ว่าจะเป็น เหรียญ ผง โดยเฉพาะ ตะกรุดกับชานหมากท่านขลังมาก ขนาด อาจารย์หมอสมสุข คงอุไร ยังนับถือ บางท่านอาจจะยังไม่รู้ว่าหมอสมสุข คงอุไรคือใคร (ผมจะเล่าประวัติหมอสมสุขให้ฟังย่อๆครับ)
    อาจารย์หมอสมสุข คงอุไร ศิษย์รัศมีพรหมโพธิโก
    คณะศิษย์รัศมีพรหมโพธิโก เริ่มก่อตั้งโดยอาจารย์หมอสมสุข คงอุไร เมื่อพ.ศ.2515ตอนนั้นยังใช้ชื่อคณะศิษย์รัศมีพรหม โดยตั้งตามคำพูดของหลวงพ่อพรหม ถาวโรวัดช่องแค จ.นครสวรรค์ หลังจากที่ปลุกเสกพระสมเด็จรุ่น ปืนแตก พ.ศ.2515 เมื่อปลุกเสกเสร็จท่านว่าพระรุ่นนี้มีรัศมีสว่างไสวเหมือนรัศมีของพรหม สว่างออกไปข้างละ 9 วา ดังนั้นอาจารย์หมอสมสุข คงอุไร จึงนำคำว่า รัศมีพรหมมาตั้งเป็นชื่อคณะ เมื่อหลวงพ่อพรหมมรณภาพลงในปี 2518 อาจารย์หมอสมสุข คงอุไร ได้เจออาจารย์องค์ที่ 2 คือครูบาชุ่มโพธิโก วัดวังมุย จ.ลำพูน ท่านจึงนำฉายาโพธิโก มาต่อท้ายคำว่า รัศมีพรหม จึงกลายมาเป็น“คณะศิษย์รัศมีพรหมโพธิโก” ครูบาอาจารย์ของหมอสมสุขคงอุไรคณะศิษย์รัศมีพรหมโพธิโกที่ถ่ายทอดหลักการปฎิบัติอานาปานสติอันสัมปะยุตต์ด้วยสมาธิ,ฌาน,อรูปฌาน,และวิปัสสนาญาณ ให้แก่อาจารย์หมอสมสุข คงอุไร มีดังนี้
    1.หลวงพ่อพรหม ถาวโร วัดช่องแค จ.นครสวรรค์
    2.ครูบาชุ่มโพธิโก วัดวังมุย จ.ลำพูน
    3.ครูบาอินทรจักร อินทจักรโก วัดน้ำบ่อหลวง จ.เชียงใหม่
    4.ครูบาพรหมา พรหมจักรโก วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน
    5.ครูบาขันแก้ว อุตตโม วัดสันพระเจ้าแดง จ.ลำพูน
    (ประวัติอาจารย์หมอสมสุข คงอุไรย่อๆครับ)

    กลับมาต่อครับ อาจารย์หมอสมสุข คงอุไรท่านนับถือ หลวงพ่อชม มากๆ ถึงขนาดเคยบอกลูกศิษย์ท่านว่า หลวงพ่อชม วัดโป่ง ท่านเป็นพระปัฏิบัติดีและเข้มขลังในวิชาอาคมมาก ท่านสำเร็จธาตุ เสกอะไรก็ขลัง โดยเฉพาะ ตะกรุดและชานหมาก ท่านเข้มขลังมาก........
    นอกจาก หลวงพ่อวงศ์ หลวงปู่อี๋ หลวงปู่ศุข หลวงพ่อเนื่อง หลวงพ่อแช่ม และอีกหลายๆท่านทั้งฆาราวาสและพระสงฆ์นั้น อาจารย์อีกท่านหนึ่งที่หลวงปู่ชมท่านไปร่ำเรียนด้วย คือ หลวงปู่หิน วัดหนองสนม พระอริยะเจ้าผู้เคร่งครัดวินัยและเข้มขลังในวิชา แห่งจังหวัดระยอง (ผมจะขอเล่าประวัติและอภินิหารของหลวงปู่หินซะหน่อยนะครับ)

    หลวงพ่อหิน เป็นพระที่หลวงพ่อสังข์เฒ่า บวชให้ โดยมี หลวงพ่อแอ่ววัดป่าประดู่เป็นพระกรรมวาจาจารย์ได้รับฉายาว่า “ถาวโร” หลังจากที่บวชแล้ว ท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดทับมาประมาณ พ.ศ. 2449

    .......หลวงพ่อหิน ท่านได้เล่าเรียนวิชาอาคมต่างๆ จาก หลวงพ่อสังข์เฒ่า เนื่องจากอุปนิสัยของหลวงพ่อหินนั้นท่านเป็นคนดื้อและแข็งกร้าว เป็นคนอยากลองดี โดยเหตุที่พระอุปัชฌาย์ ของท่านเป็นพระที่ดุมาก มีระเบียบวินัยจัด ใครทำผิดวินัยแล้ว หลวงพ่อสังข์เฒ่าจะต่อว่าและดุด่าทีนที คนไหนที่ท่านดุด่าแล้วไม่รู้จักจำ ท่านจะไล่ออกจากนอกวัดทันทีแต่หลวงพ่อหินท่านไม่กลัวหลวงวพ่อสังข์เฒ่า ดุก็ดุไปถ้าท่านไม่ทำผิดวินัยซะอย่าง

    .......เวลาวัดมีงานท่านก็ออกมาช่วยอะไรที่ไม่ดี ท่านก็ทำให้ดีขึ้น คาถาอาคมที่ตนเองเล่าเรียนมา ถ้าไม่รู้ท่านจะรีบถาม “หลวงพ่อสังข์เฒ่า” ทันทีจึงทำให้หลวงพ่อสังข์เฒ่าท่านรักหลวงพ่อหินมาก และก็ได้ถ่ายทอดวิชาต่างๆ ให้หลวงพ่อหินจนหมด

    มีอยู่ครั้งนึง หลวงปู่ทิม ได้เล่าว่า หลวงพ่อหินมีวิชาคงกระพันสูง สามารถปลุกเสกผ้าและหมากพลูให้เป็นสัตว์ต่างๆได้สมัยที่ท่านไปกราบหลวงพ่อหินที่วัดหนองสนม ได้สนทนาธรรมกับหลวงพ่อเคยเอ่ยถามหลวงพ่อหินว่า “เรื่องคาถาอาคมนั้นมีจริงหรือไม่? และท่านพ่อมีความเชื่อในด้านคาถาที่เกี่ยวกับเสกของให้เป็นสัตว์นั้นเป็นจริงหรือ?”

    .......หลวงพ่อหิน ได้ฟังเช่นนั้นท่านก็ไม่ตอบได้แต่ยิ้ม สักพักหนึ่งท่านก็กวักมือทำเป็นเรียกตัวอะไรให้ออกมาจากใต้โต๊ะ ปรากฏว่าเป็นลูกหนูตัวหนึ่ง ซึ่งท่านเอามือเคาะที่พื้นเบาๆ ลูกหนูตัวนั้นก็วิ่งไปที่มือของท่านหลวงปู่ทิมเห็นเช่นนั้นก็มองดู สักพักหนึ่งปรากฏว่าลูกหนูที่อยู่ในมือหลวงพ่อหินกลายเป็นเส้นด้ายขดหนึ่ง

    .......ท่านมองหลวงปู่ทิมและพูดว่า “คาถาอาคมที่เราถืออยู่ทุกวันนี้ ถ้าคิดว่าเป็นจริงมันก็จริง แต่คนที่จะทำถึงขั้นนี้ได้ ต้องฝึกจิตมาเป็นอย่างดี”

    กลับมาต่อเรื่องหลวงปู่ชมนะครับ หลวงปู่ชมท่านได้เรียนวิชาจากหลวงปู่หินไว้พอสมควร แต่วิชาของหลวงปู่หินที่หลวงพ่อชมนำมาใช้อันเป็นที่ร่ำลือ คือวิชาถอนของและไล่ผี ............. ขอจบไว้เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระผงรูปเหมือนและพระสมเด็จเจ็ดชั้นหลังคาถามงกุฎพระพุทธเจ้า ออกในงานผูกพัทธสีมา เป็นของดีที่น่าเก็บด้วยราคาไม่แพง
    พระผงรูปเหมือนหลวงพ่อชมวัดโป่งนาเกลือปี ๒๕๓๓

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260418_232947.jpg IMG_20260418_233003.jpg
     
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    _3_853.jpg

    พระผงนางพญารุ่นแรก
    หลวงปู่คำบ่อ ฐิตปัญโญ
    วัดใหม่บ้านตาล จ.สกลนคร
    หลวงปู่แหวน วัดดอยแม่ปั๋ง
    ร่วมอธิษฐานจิตปลุกเสก

    พระผงขององค์หลวงปู่แต่ละรุ่นนั้นสุดยอดมวลสารครับ
    จะผสมผงมวลสารเก่าตั้งแต่สมัยองค์ปลวงปู่คำบ่อ อยู่และสร้างพระเครื่องถวาย
    หลวงปู่แหวนครับ

    หลวงปู่คำบ่อ ฐิตปัญโญ
    วัดใหม่บ้านตาล จ.สกลนคร
    ท่านเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์
    ในสายพระกรรมฐาน
    วัตถุมงคลท่านเป็นมงคล
    อำนวยความเจริญร่มเย็น

    ๏ พระธรรมเทศนา เรื่องศีลห้าและพุทธะ

    ณ ศาลากาญจนาภิเษก กรุงเทพฯ
    วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๔๓

    ให้ถือเสียว่าวันนี้เป็นวันวิสาขบูชา ตั้งใจใฝ่หาทำความดี ให้ทาน รักษาศีล ตั้งใจเจริญเมตตาภาวนา พระศาสดาทรงเข้มงวดกวดขันในวันที่ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงยอมเสียสละแม้แต่ชีวิต ตั้งพระทัยที่จะนั่ง (บำเพ็ญเพียร) อยู่ที่ต้นโพธิ์ จนกว่าจะได้ตรัสรู้ มิฉะนั้นจะไม่ทรงลุกอย่างเด็ดขาด ดังนั้น ขอให้พวกเราตั้งใจกันให้ได้สักขั้น อย่างต่ำๆ ก็ให้ได้ ศีลห้าทำให้สำเร็จ ศีลห้า ไม่เป็นของยากและไม่เป็นของง่าย พระพุทธองค์ทรงเห็นจริง รู้ควรไม่ควร จึงทรงมอบศีลห้าไว้ให้ ถ้าหากรักษาได้ก็จะนำความสุขความสบายมาให้

    ศีล เป็นของเลิศ ของประเสริฐ การที่เราอยู่รวมกันได้ก็เพราะมีเมตตา มีธรรมต่อกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน มีเมตตา กรุณา สงสารซึ่งกันและกัน ว่าเกิดมาในโลกแตกต่างกันหลายอย่าง ทรัพย์รูปพรรณสัณฐาน ความดีก็ไม่เหมือนกัน

    ท่านจึงให้ทำความดีให้ได้ “ความดี” ก็คือ ศีล นั่นเอง ใครทำได้ก็จะปิดอบายภูมิได้ ไม่ต้องลงอบายภูมิ คือ สัตว์นรก เปรต อสุรกายสัตว์เดรัจฉาน ดังนั้น พยายามรักษาศีลให้ได้ ตั้งใจให้เป็นอริยกันตศีลตั้งใจไม่ฆ่า ไม่คิดทำลายสิ่งที่มีชีวิต ไม่ลักทรัพย์ ฯลฯ

    ศีลห้า ถ้าใครทำได้ เรียกว่า “ดับเวร ๕ อย่าง” ได้ คือ ดับทุกข์ ๕ อย่าง เวรก็จะไม่เกิด ภัยอันตรายก็จะไม่เกิด “เวรมณี” คือ เว้นจากความชั่วได้ เป็นผู้พ้น เป็นผู้ละได้ ผ่านได้ ผ่าน ๕ ข้อนี้ได้ ก็ผ่านนรกเปรต อสุรกายและสัตว์เดรัจฉาน (อบายภูมิ ๔) ได้เด็ดขาด

    ขอให้ระลึกถึงพระมหากรุณาคุณ พระเมตตาคุณ พระปัญญาคุณ อันบริบูรณ์อยู่ในสันดานของพระพุทธเจ้า เพื่ออบรมบ่มนิสัยให้เราพ้นจากทุกข์เดือดร้อน

    คุณความดีของพระพุทธเจ้าต่อเรานั้นมากมายเหลือพรรณนาเรามาทำความดีอันนี้เพื่อบูชาความดีของพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ ขณะนี้เราเอาพระพุทธองค์เป็นที่พึ่ง คือ เอาความรู้ว่าบาป-บุญ-นรก-สวรรค์-นิพพาน มีจริงๆ เราจึงมาประกอบคุณงามความดีเช่นในวันนี้ “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต” ธรรม ก็คือ กายกับใจ นั่นเอง กายนี้ยังฆ่าสัตว์ไหม ลักทรัพย์ไหมให้รู้ไปทุกข้อ เรียกว่า “พุทธะ” สิ่งใดไม่ดีก็เลิกเสียจริงๆ ไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์ ฯลฯ คนเมา เมาโลภ เมาโกรธ เมาหลง เมาสุรา ถ้าเมาแล้ว ทำอะไรก็ได้ ไม่รู้ชั่วดี-เสื่อมเจริญ-ทุกข์สุข อยู่ในความมืด เมื่อตกอยู่ในความมืด ก็ไม่สามารถรู้เห็นความดีได้ จะเอาอะไรมารู้ อำนาจของศีลทำให้อยู่ในความดี ขอให้ประพฤติปฏิบัติไปจนกว่าจะประสบความสำเร็จ

    “ทำอย่างไรจะปฏิบัติศีลห้าให้ได้ในชาตินี้” นี่เรียกว่า พุทธะ พยายามสร้างความดีและปัญญาให้เกิดกับตัวเอง กายและใจก็คือธรรม กายและใจนั้น ยังไม่ดี ยังไม่ชั่ว ต่อเมื่อเราทำอะไรออกมา จึงเกิดบุญบาป ทำดีก็บุญ ทำชั่วก็บาป ถ้าไม่มีกายกับใจ ก็ไม่สามารถทำบุญหรือบาปได้ ดังนั้น เมื่อมีกายกับใจแล้ว ก็ต้องพยายามสร้างสม กระทำความดี ก็เรียกว่าเป็น “พุทธบริษัท” (คือ ผู้กระทำความดี)

    การทำความดีก็ไม่ง่าย เพราะโลภ โกรธ หลง ปิดบังปัญญาเอาไว้ ทิฏฐิ มานะ ปิดบังปัญญาไว้ ไม่ให้ทำความดีง่ายๆ จะให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ก็ไม่ได้ ท่านเรียกว่า “มาร” (คือ เครื่องกางกั้น) ไม่ให้ถึงซึ่งความดีให้ได้

    “วิริเยน ทุกขมัจเจติ” ล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร มุ่งมั่นพากเพียร ญาติโยมที่ล่วงลับไป หากเป็นเทวดา ท่านก็จะอนุโมทนาสาธุการ ให้พรกับพวกเรา เทวดาให้พรอยู่นะ คนที่ทำคุณงามความดี ทุกคนก็รู้ว่าเกิดแก่เจ็บแล้วก็ตายเหมือนกัน ดังนั้นอย่าท้อแท้ในการทำความดี แม้แต่พระพุทธองค์ ก็ยังต้องแก่ เจ็บ และตาย ได้ทรงพยายามสร้างสมอบรมบ่มนิสัยเพื่อตรัสรู้ในวันวิสาขบูชานี้

    ทำความดีบูชาตัวเองนั่นแหละ พุทธะก็คือตัวเอง เมื่อทำความดีแล้ว ก็แผ่ไปยังพ่อแม่ สรรพสิ่งสรรพสัตว์ทั้งหลายในวัฏฏสงสาร ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ

    สรรพสัตว์ล้วนปรารถนาความดี ความสุข กันทั้งนั้น ไม่มีใครปรารถนาความไม่ดี ความทุกข์ ถ้าหากไม่ทำความดีสิ่งที่ปรารถนาก็จะไม่ได้ ท่านจึงให้พากันทำความดี ปฏิบัติ นั่งสมาธิภาวนา ฟังธรรมะเพื่อให้รู้และเข้าใจในอรรถในธรรมอย่างแท้จริง

    คนมีธรรมะ เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน เราก็สุข เขาก็สุข ตัวเองก็ไม่เบียดเบียนตัวเอง การเบียดเบียนตัวเอง ก็คือการทำความชั่ว “กัมมุนา วัตติโลโก” สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ใครทำอะไรก็ได้อันนั้น ทำดีก็ได้ดี ทำชั่วก็ได้ชั่ว ลองรักษาศีลห้าดูสิ ท่านจึงบอกว่า “สีเลนะ สุคติง ยัญติ” , “สีเลนะ โภคะ สัมปทา” มีทรัพย์ก็เพราะมีศีล ทรัพย์สมบัติถ้าใช้เป็นก็มีค่ามหาศาล ถ้าใช้ไม่เป็น เอาไปซื้อยาม้า ก็เสร็จเลย...สิ่งไม่ดีไม่มีใครปรารถนาฉะนั้น ถ้ามีพุทธะ ธัมมะ สังฆะ ก็จะเป็นผู้ปฏิบัติดี...กาย วาจา ใจ ดี เห็นชอบตามทำนองคลองธรรม นี่เองคือ สุปฏิปันโน คือผู้ปฏิบัติดีแล้วทางกาย วาจา ใจ

    ดังนั้น เราขอเอา พุทธ ธรรม สงฆ์ เป็นที่พึ่ง ขอแล้วก็ต้องทำด้วยถ้าเราไม่ปฏิบัติ พระสงฆ์ พระพุทธเจ้า ก็เกิดไม่ได้ในเรา พุทธะ ธัมมะ สังฆะ อยู่ที่เราเอง ไม่ใช่พระพุทธรูป แต่อยู่ในตัวเราเอง ความดีอยู่ที่ใจเราเอง มีความอ่อนน้อม ระลึกคุณความดีของผู้มีพระคุณเช่นพระพุทธเจ้า (ขณะกราบท่าน) กายให้ดี พูดทางวาจาให้ดี ทำใจให้ดี ก็จะนำมาซึ่งการปฏิบัติบูชา (ปฏิปัตติปูชา) ถวายพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงนางพญาหลวงปู่คำบ่อวัดใหม่บ้านตาล

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260419_181329.jpg IMG_20260419_181402.jpg
     
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1776604314893.jpg FB_IMG_1776604317711.jpg
    พระอริยสงฆ์ที่กล่าวถึงหลวงปู่ละมัย

    "พระของท่านมีค่ามากกว่าทองและมีพุทธคุณครอบจักรวาล"

    หลวงพ่อรวย วัดตะโก อยุธยา

    "ท่านใหญ่ ท่านมีบารมีมาก ทุกพิธีเกี่ยวกับฉันต้องอาราธนาท่านทุกครั้ง"

    หลวงปู่หมุนวัดบ้านจาน

    "หลวงปู่ท่านศักดิ์สิทธิ์มาก เพียงแค่เศษชานหมาก หรือก้อนหินที่หลวงปู่ลูบคลำ ล้วนทรงคุณค่ามากล้น"

    หลวงพ่อบุญลือ พระทรงอภิญญาใหญ่แห่งวัดคำหยาดอ่างทอง

    "ฉันยังต้องไปกราบท่านเลย และขอบารมีจากท่าน"

    หลวงปู่นะ วัดหนองบัว

    "จะหาพระแบบหลวงปู่ละมัย ไม่ได้แล้วนะ"

    หลวงปู่สุภา

    "พระแบบนี้ นานๆ จะออกมาโปรดพวกเราสักที ท่านเป็นผู้ใหญ่ พระโบราณ ตักตวงเข้านะ"

    หลวงปู่ชื้น วัดญาณเสน

    "ท่านเป็นพระโบราณ มีความศักดิ์สิทธิ์มากนะ"

    หลวงปู่จิต

    "ท่านเป็นอาจารย์ของฉันตั้งแต่สมัยฉันเป็นเณร ท่านเก่งมาก ถ้าฉันตายไปแล้ว ให้ไปหาไปกราบเอาธรรมจากท่านให้ได้ ท่านอยู่ที่เพชรบูรณ์"

    หลวงปู่บุญมา วัดแดนคงคาราม สั่งศิษย์ไว้ให้ไปหาหลวงปู่ละมัย

    "จิตท่านไปไกลมาก นั่นคือดวงธรรมแห่งพุทธะที่หนึ่งเดียว"

    หลวงปู่เที่ยงธรรม

    "ท่านใหญ่ ท่านบารมีมากหลายเด้อ"

    หลวงปู่คำน้อย

    "ท่านยังอยู่หรือนี่ ท่านเคยเป็นอาจารย์ฉันมาก่อน ท่านเก่งรอบด้าน ทุกอย่างเลย ฉันยังต้องเรียนจากท่านเลย"
    หลวงปู่กลอย เขาหิน

    ขอขอบคุณท่าเจ้าของบทความข้อมุลทุกที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนจันทร์ลอยทาทอง มีกระเทาะ เนิ้อหาย ด้านข้าง เห็นชัดเจน เลี่ยมพลาสติคพร้อมแขวน

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260419_200906.jpg IMG_20260419_200953.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 เมษายน 2026
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1776592404056.jpg

    เหรียญพระแก้วหลังฉัตรหลวงปู่ดู่ร่วมอธิษฐานจิต

    พระดีพุทธคุณสูง เหรียญพระแก้วมรกต รุ่นบูรณะฉัตร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพฯ ปี ๒๕๓๑ .... หลวงปู่ดู่ วัดสะแก จ.อยุธยา
    ปลุกเสก...
    เหรียญพระแก้วมรกต รุ่นบุรณะฉัตร พ.ศ.2531 วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ประกอบพิธีพุทธาภิเษกอย่างยิ่งใหญ่ โดยใช้มวลสาร ยอดฉัตร ณ วัดพระแก้วมา ผสมมวลสาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงพระมหากรุณาธิคุณเสด็จมาประกอบพิธีพุทธาภิเษกด้วยพระองค์เอง และมีพระเกจิอาจารย์เก่งๆในขณะนั้นร่วมปลุกเสกหลายองค์ อาทิ หลวงปู่ดู่(ปลุกเสกในครั้งนี้เเล้วท่านยังได้รับเชิญให้ปลุกเสกเหรียญกรมหลวงชุมพรฯ วัดราชบพิธฯ กรุงเทพฯ ปี 2531อีกด้วย ) หลวงพ่อแพ ฯลฯ เนื้อเหรียญการจัดสร้าง มีทั้งเนื้อทองคำ พร้อมกล่องกำมะหยี่ เครื่องหมาย สธ. หนัก 15.2 กรัม ตามจำนวนสั่งจอง เนื้อเงิน เเละเนื้อทองเหลือง

    พระดีพุทธคุณสูง เหรียญพระแก้วมรกต รุ่นบูรณะฉัตร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพฯ ปี 2531 ....
    หลวงปู่ดู่ วัดสะแก จ.อยุธยา
    ปลุกเสก...

    เหรียญสวย ไม่ผ่านการแขวนบูชา

    ให้บูชา 270 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260419_171638.jpg IMG_20260419_171706.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 เมษายน 2026
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1776672215094.jpg

    เมื่อสัปเหร่อจุดไฟเผาศพแล้วใช้พัดลมเป่าเร่งเปลวไฟไปได้สักครู่ใหญ่ประมาณ 30 นาที ท่ามกลางคณะศิษยานุศิษย์ที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ ปรากฏว่าได้เกิดปาฏิหาริย์ขึ้นเมื่อเปลวไฟไม่ได้เผาไหม้ศพของหลวงพ่อแม้แต่น้อย แม้แต่จีวรที่ห่มอยู่ก็มีรอยไฟไหม้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

    หลวงพ่อด่วน" หรือ พระครูประภัสรวิริยคุณ อดีตเจ้าอาวาสวัดวารีบรรพต (วัดบางนอน) ต.บางนอน อ.เมือง จ.ระนอง เป็นพระเกจิรูปหนึ่งที่ชาวระนองให้ความเลื่อมใสศรัทธา เป็นพระเถระที่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม หลวงพ่อด่วน เป็นผู้สร้างวัดบางนอนและสร้างพระพุทธไสยาสน์ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ เป็นศาสนสมบัติของประเทศชาติสืบไปชั่วกาลนาน

    ประวัติหลวงพ่อด่วน ถามวโร วัดบางนอน อัตโนประวัติ มีนามเดิมว่า ด่วน ปรางสุวรรณ เกิดเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2460 ที่บ้านท่าหิน ต.ท่าหิน อ.สทิงพระ จ.สงขลา โยมบิดา-มารดา ชื่อนายแดง และนางปราง ปรางสุวรรณ ในวัยเยาว์ ได้เรียนจบชั้น ป.4 ก่อนลาออกมาช่วยครอบครัวหาเลี้ยงชีพด้วยการทำไร่ทำนา

    อายุครบ 21 ปี ได้สมัครเข้ารับราชการตำรวจ แต่ไม่ผ่านการคัดเลือก จึงตัดสินใจออกบวช ณ วัดบางแก้ว อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง โดยมีพระครูเดิม เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังอุปสมบท ท่านได้หมั่นศึกษาพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ผ่านไป 1 พรรษา จึงได้รับนิมนต์ไปปฏิบัติกัมมัฏฐานอยู่ที่ถ้ำบนภูเขาชัยสน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง ห่างจากวัดราว 10 กิโลเมตร ซึ่งมีความสงบเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม ด้วยความมุ่งมั่น สามารถปฏิบัติกัมมัฏฐานอย่างเคร่งครัด ตามคำสั่งสอนของพระอุปัชฌาย์ จนจิตใจสงบนิ่งแน่ว โดยยึดหลักว่า ไม่กลัวอด ไม่กลัวหิว กระหายน้ำ ไม่กลัวสิ่งใดๆ แม้กระทั่งความตาย หลังจากนั้นได้ออกธุดงค์ไปโปรดญาติโยมตามสถานที่ต่างๆ โดยลำพัง ค่ำที่ไหนปักกลดที่นั่น ส่วนใหญ่จะในที่ป่าช้าและในถ้ำหรือใต้ต้นไม้ จากพัทลุงเดินข้ามเขาบรรทัดไป อ.กันตัง จ.ตรัง แล้วไปที่ อ.ห้วยยอด จ.ตรัง จนไปถึง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ต่อมาได้กลับไปยังอำเภอเขาชัยสนอีกครั้งหนึ่ง แล้วตัดสินใจเดินทางไป อ.กันตัง เพื่อลงเรือยนต์เดินทางไปยังจังหวัดระนอง เพราะสมัยนั้นยังไม่มีถนนหนทางโดยใช้เวลานานนับเดือน

    เมื่อเรือถึงปากน้ำระนองในตอนเช้าตรู่ เรือจอดที่ท่าเรือวัดปากน้ำ บนเกาะคณฑี จึงได้ฉันจังหันมื้อแรก จากนั้นได้เดินทางข้ามฝั่งจากเกาะมายังแผ่นดินใหญ่ แล้วเดินลัดเลาะไปปักกลดอยู่ที่ใกล้ตัวเมืองระนอง ท่านได้ตัดสินใจปักหลักอยู่ที่จังหวัดระนองและสร้างวัดขึ้นตั้งแต่ปี 2502 เป็นต้นมาคือ วัดวารีบรรพต(วัดบางนอน) ในปัจจุบัน และท่านเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก

    prasaiyat.jpg
    พระพุทธไสยาสน์หรือพระนอนวัดวารีบรรพต(วัดบางนอน)

    พระพุทธไสยาสน์ วัดบางนอน
    พ.ศ.2504 ท่านได้สร้างพระพุทธไสยาสน์ หรือพระนอน ที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ บนเนินเขาบางนอน โดยมีนายช่างจากกรมศิลปากรเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง เมื่อการก่อ สร้างใกล้แล้วเสร็จ กรมศิลปากรแนะนำให้ท่านทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานดวงพระเนตรพระพุทธรูปปางไสยาสน์ผ่านทางสำนักพระราชวัง เมื่อทางสำนักพระราชวังนำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานดวงพระเนตรพระพุทธไสยาสน์ทั้งสองดวง

    วันอาทิตย์ที่ 11 มิถุนายน 2521 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงเบิกพระเนตรพระพุทธไสยาสน์และยกช่อฟ้าอุโบสถวัดวารีบรรพต นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ชาวจังหวัดระนองอันยิ่งใหญ่

    หลวงพ่อด่วน เป็นพระนักพัฒนา เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ท่านได้มาจากการบริจาคสมทบทุน ได้นำมาสร้างและปฏิสังขรณ์วัด พระพุทธไสยาสน์ให้เป็นปูชนียสถานอยู่คู่กับพระพุทธศาสนา เช่นเดียวกับสังขารของท่านที่ยังคงอยู่ให้ผู้เลื่อมใสศรัทธาได้กราบไหว้สักการะตราบนานเท่านาน ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2518 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรี ที่พระครูประภัสรวิริยคุณ ก่อนได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท ในนามเดิม เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2550 หลวงพ่อด่วนได้มรณภาพลงอย่างสงบ ด้วยโรคปอดติดเชื้อและโรคแทรกซ้อน ณ โรงพยาบาลระนอง สิริอายุ 90 ปี พรรษา 69 ณ วันนี้ แม้หลวงพ่อด่วนจะละสังขารไปแล้ว แต่คุณงามความดีของท่านยังคงปรากฏอยู่คู่เมืองระนองสืบไป 3ปีมรณภาพ หลวงพ่อด่วน ถามวโร วัดบางนอน-สร้างวัตถุมงคล

    ข่าวพระเครื่อง ที่มาหนังสือพิมพ์ข่าวสด
    MGR Online
    ข่าวภาคใต้
    หน้าหลัก ภาคใต้ ข่าวภาคใต้
    ปาฏิหาริย์กับสังขาร “หลวงพ่อด่วน” เผาไม่ไหม้!
    เผยแพร่: 9 พ.ย. 2550 11:44 โดย: MGR Online
    ระนอง - เกิดปาฏิหาริย์กับสังขาร “หลวงพ่อด่วน” อดีตเจ้าอาวาสวัดบางนอน เมืองระนอง ขณะเผานาน 30 นาที เปลวไฟไม่ไหม้แม้แต่จีวร คณะศิษย์จึงยุติการเผา นำศพลงจากเมรุเพื่อบรรจุใส่โลงแก้วไว้สักการบูชา

    เมื่อคืนวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา เมื่อเวลา 21.00 น.ที่เมรุลอยวัดวารีบรรพต หรือวัดบางนอน ต.บางนอน อ.เมือง จ.ระนอง ได้จัดพิธีประชุมเพลิงศพพระครูประภัสรวิริยคุณ หรือหลวงพ่อด่วน ถามวโร อดีตเจ้าอาวาสวัดบางนอน พระเกจิย์ชื่อดัง จ.ระนอง โดยมีคณะศิษยานุศิษย์ร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

    หลังจากที่นำศพของหลวงพ่อออกจากโลงแล้วประกอบพิธีเผาศพ เมื่อสัปเหร่อจุดไฟเผาศพแล้วใช้พัดลมเป่าเร่งเปลวไฟไปได้สักครู่ใหญ่ประมาณ 30 นาที ท่ามกลางคณะศิษยานุศิษย์ที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ ปรากฏว่าได้เกิดปาฏิหาริย์ขึ้นเมื่อเปลวไฟไม่ได้เผาไหม้ศพของหลวงพ่อแม้แต่น้อย แม้แต่จีวรที่ห่มอยู่ก็มีรอยไฟไหม้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น คณะลูกศิษย์ตัดสินใจยุติการเผา แล้วใช้น้ำราดดับไฟทันที

    จากนั้นได้นำศพของหลวงพ่อใส่ในโลงแล้วนำขึ้นไปวางในวิหารพระพุทธไสยาสน์ แล้วยกร่างของหลวงพ่อออกจากโลงมาวางบนแท่นเพื่อเปลี่ยนจีวรให้ใหม่ท่ามกลางเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีของลูกศิษย์เพราะเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อ
    ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิระนองสงเคราะห์ได้กันไม่ให้ประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าใกล้เพราะกลัวจะเกิดความวุ่นวายเข้าไปมุงดูศพและแย่งชิงจีวร เครื่องอัฏฐบริขาร

    จากการสังเกตศพของหลวงพ่อเมื่อยกออกมาจากโลงอยู่ในสภาพนอนหงายเหมือนคนนอนหลับ มือทั้งสองข้างวางบนอก อยู่ในสภาพสมบูรณ์มาก บริเวณผิวหนังของแขนมีรอยไหม้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แว่นตาที่สวมใส่อยู่ก็ไม่มีรอยร้าวหรือหม่นหมองแต่อย่างใด ลำตัวและใบหน้าไม่มีรอยไหม้

    ส่วนจีวรที่ห่มศพก็มีรอยไหม้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งทันทีที่พระภิกษุและเจ้าหน้าที่เปลี่ยนจีวรที่ห่มอยู่ออกแล้วห่มผืนใหม่ให้แทน ประชาชนที่เลื่อมใสศรัทธาในหลวงพ่อก็แย่งชิงจีวรผืนเก่ากันเป็นจำนวนมากเพื่อนำไปเป็นเครื่องรางของขลัง หลังจากเปลี่ยนจีวรใหม่แล้วคณะลูกศิษย์จึงได้ยกศพหลวงพ่อขึ้นชูเหนือศีรษะเพื่อให้ทุกคนได้เห็นกันชัดๆ จากนั้นก็นำศพเก็บไว้ในโลงตามเดิมเพื่อรอโลงแก้ว

    พระสุรัตน์ อชิโต รักษาการเจ้าอาวาสวัดวารีบรรพต กล่าวว่า ทางคณะกรรมการวัดและศิษยานุศิษย์เห็นพ้องกันว่าควรเก็บสังขารณ์ของหลวงพ่อไว้ในโลงแก้วตามความประสงค์ของหลวงพ่อเพื่อให้ประชาชนได้กราบนมัสการสักการบูชาต่อไป

    ทั้งนี้ เมื่อเวลา 16.00 น.วันเดียวกัน นางกาญจนาภา กี่หมัน ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง ได้เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ พระครูประภัสรวิริยคุณ ณ เมรุลอย ภายในวัดวารีบรรพต โดยมีพระราชรณังคมุณี เจ้าคณะจังหวัดระนอง พระสงฆ์ ข้าราชการ คณะศิษยานุศิษย์เข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก ก่อนประกอบพิธีตลอดทั้งวันฝนได้ตกตลอดเวลา แต่เมื่อถึงเวลาพิธีพระราชทานเพลิงศพฝนได้หยุดตก กระทั่งในเวลา 21.00 น.ได้ประกอบพิธีประชุมเพลิง แต่เมื่อเผาแล้วปรากฏว่าไฟไม่ไหม้ศพ

    สำหรับพระครูประภัสรวิริยคุณ มรณภาพเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2550 ด้วยโรคปอดติดเชื้อและโรคแทรกซ้อน ณ โรงพยาบาลระนอง สิริอายุรวม 90 ปี 69 พรรษา ชื่อเดิมว่า ด่วน ปรางสุวรรณ โยมพ่อชื่อนายแดง โยมมารดาชื่อนางปราง ปรางสุวรรณ ภูมิลำเนาเดิมบ้านท่าหิน ต.ท่าหิน อ.สะทิงพระ จ.สงขลา มีพี่น้องรวม 4 คน

    เกิดเมื่อวันที่ 10 พ.ค.2460 เมื่อเรียนจบชั้น ป.4 แล้ว ช่วยพ่อแม่ทำนา พ่ออายุ 21 ปี สมัครเข้ารับราชการตำรวจแต่ไม่ผ่านการคัดเลือกจึงตัดสินใจอุปสมบทเป็นพระ ณ วัดบางแก้ว อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง จำพรรษาอยู่ที่วัดบางแก้วใต้ 1 พรรษา

    จากนั้นไปปฏิบัติกรรมฐานที่ถ้ำบนเขาชัยสน 2 พรรษา และได้ออกธุดงค์โปรดสัตว์ไปยังสถานที่ต่างๆ หลายจังหวัด จนได้มาถึงปากน้ำเมืองระนอง ขณะที่ปักกลดธุดงค์อยู่นั้น นายไปล์ จุลเขตต์ ชาวบ้านตำบลบางนอนได้นิมนต์ให้ไปปักกลดที่บ้านบางนอน บริเวณตรงที่สร้างพระนอนในปัจจุบัน ซึ่งหลวงพ่อจึงได้ตัดสินใจอยู่ที่จังหวัดระนองและสร้างวัดขึ้นตั้งแต่ปี 2502 เป็นต้นมา คือ วัดวารีบรรพต (วัดบางนอน) ในปัจจุบัน

    ขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ ท่านได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่พระพุทธศาสนาและประเทศชาติมาโดยตลอด อาทิ การก่อสร้างพระพุทธไสยาสน์ (พระนอน) ที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ พร้อมทั้งจัดสร้างวัตถุมงคลหลวงพ่อทวด วัดบางนอน ซึ่งได้รับความนิยมจากเซียนพระเป็นจำนวนมาก เพื่อนำรายได้มาสร้างอุโบสถและพระพุทธไสยาสน์จนแล้วเสร็จสมบูรณ์มาจวบจนถึงปัจจุบัน

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    หลวงพ่อทวด วัดบางนอน ระนอง รุ่นพิธีโบราณ ปี2535
    เนื้อผงผสมว่านโรยผงตะไบพระกริ่งจัดสร้างโดยหลวงพ่อด่วนวัดบางนอนปลุกเสก ๙ พิธีใหญ่ สภาพสวยกล่องเดิม

    ในช่วงมีชีวิต ยุคผม ที่ รู้จักครูบาอาจารย์ มี ๓ องค์ ที่เห็นและอ่านข่าว เผาไม่ไหม้ องค์แรก พ่อท่านเขียว หรงบล นครศรีธรรมราช อ่านในหนังสือพระน่าจะมหาโพธิ์ องค์ที่สอง ลพ.สุดวัดกาหลง สมุทรสาคร เป็นข่าวลงหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ผมยังเคยตัดเก็บไว้ แล้วต่อมาก็ พ่อท่านด่วนบางนอน ระนอง

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260420_151045.jpg IMG_20260420_151122.jpg

    IMG_20260420_151145.jpg
     
  14. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,248
    ค่าพลัง:
    +5,936
    จองครับ
     
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1776684295089.jpg

    ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ฯ วัดเทพศิรินทราวาส เคยปรารภกับผู้ใกล้ชิดว่า
    .
    "...สำหรับพระเครื่องที่อาตมาพบว่ามีพลังมากที่สุดก็คือ พระสมเด็จของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พฺรหฺมรังสี แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม เพราะพลังจิตของท่านสูงและบริสุทธิ์อย่างแท้จริง อีกทั้งชินบัญชรคาถา ก็เป็นพระคาถาที่ได้ร้อยกรองมาอย่างดี อาตมาใช้สวดในการอธิษฐานจิตเป็นประจำ.."

    เจ้าคุณนรฯกล่าวว่า
    "ใครไม่มีพระสมเด็จโต บูชาพระสมเด็จของฉันแทนได้เหมือนกัน"

    โกศล.... ลุงไม่เกิดอีกแล้วนะ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย..!!!!”
    นี่ก็หมายความอย่างชัดแจ้งที่สุดว่า พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต (ธมฺมวิตกฺโกภิกขุ)ท่านรู้ชัดด้วยญาณปัญญาของท่านเป็นที่แน่นอนแล้วว่า บัดนี้ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารแห่งท่าน ได้มาถึงยังจุดอันเป็นที่สุดแล้ว การเกิดครั้งใหม่ต่อไปมิได้มีอีกแล้ว ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของท่านแล้ว

    วัตถุมงคลชุดนี้ สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2513 ประกอบด้วย พระสมเด็จสายรุ้ง วัดศีลขันธ์ เป็นหลัก และยังมีพระเนื้อผง และโลหะอีกมากมายนับสิบพิมพ์ โดยวัตถุมงคลชุดนี้ เจ้าคุณนรฯ วัดเทพศิรินทร์ ได้อธิษฐานจิตให้เมื่อปลายสรงปี พ.ศ.2513 ซึ่งเป็นวัตถุมงคลชุดสุดท้ายที่ท่านอธิษฐานจิตก่อนที่จะมรณภาพ
    วัตถุมงคลชุดนี้ มีหลายสิบพิมพ์

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จสายรุ้ง องค์นี้โซนสีแดงด้านหลังยันต์ตัวหนังสือชัดเจน ยันต์นูน ทันยุค ปี ๒๕๑๓
    จะถูกจะแพงแดงไว้ก่อน

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ


    IMG_20260420_181456.jpg IMG_20260420_181527.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 เมษายน 2026
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    S__78954557.jpg 1776699742563.jpg 1776699740743.jpg

    เหรียญ ๓ คณาจารย์ แดนใต้

    เหรียญหลวงพ่อสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย หลวงพ่อหงษ์วัดชลคราม หลวงพ่อจ้อย วัดเขาสุวรรณประดิษฐ์
    ปี ๒๕๒๐ เนื้อทองแดง เหรียญรุ่นนี้จัดสร้างขึ้นในวาระที่หลวงพ่อสงฆ์มีอายุ ๘๗ ปี พรรษาที่ ๖๗ ของหลวงพ่อสงฆ์ เป็นเหรียญรูปไข่ด้านหน้าเป็นรูปเหมือน 3 อาจารย์หลวงพ่อสงฆ์ - หลวงพ่อหงส์ -หลวงพ่อจ้อย ด้านหลังเป็นยันต์วัดธรรมบูชาจ.สุราษฎร์ธานีสร้างปี ๒๕๒๐ จัดสร้างโดย วัดธรรมบูชา จ. สุราษฏร์ธานี

    ขุนพันธรักษ์ราชเดชเป็นเจ้าพิธี

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่ง 30 บาทครับ


    IMG_20260420_135826.jpg IMG_20260420_135901.jpg
     
  17. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    พระฤๅษีตาไฟ หลังยันต์พระฤๅษีตาไฟ เนื้อผงว่าน นิตยสารอุณมิลิต จัดสร้าง 2556
    เนื้อผงว่าน เด่นเรื่องโชคลาภ ลาภลอย มหาเมตตา มหาบารมี เป็นตบะเดชะ ครูอาจารย์ ปกครองคน ลางสังหรณ์ เทพสังหรณ์ ค้าขาย เจริญลาภผล รุ่งเรือง แก้เคราะห์ แก้คราสทั้งปวง

    เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าพระฤาษีตาไฟนั้นนอกจากเป็นจ้าวแห่งเวทย์มนต์คาถาแล้วท่านยังมีฤทธิ์ในเรื่องของโชคลาภ ค้าขายอีกด้วยดังนั้นจึงไม่เป็นที่แปลกใจเลยว่ามักจะมีคนคอยบูชาท่านเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อค้าแม่ขายล้วนแล้วแต่บูชาท่านแทบจะทุกคน

    พระฤาษีตาไฟที่นำมาลงนี้เป็นพระฤาษีตาไฟที่จัดสร้างโดยอุณมิลิตตามแบบตำราการสร้างโบราณกาลซึ่งมีการถอดแบบมากจากองค์พระฤาษีตาไฟอันศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อครื้น วัดสังโฆ จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ลือชื่อ ด้านหลังบรรจุยันต์พระฤาษีตาไฟที่มีคุณในเรื่องของเมตตา มหานิยม โชคลาภค้าขาย อย่างเอกอุ มีการประจุฤทธิ์ตามแบบโบราณครบถ้วนสมบูรณ์ดังนั้นจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ศรัทธาในองค์บรมครูปู่ฤาษีตาไฟควรมีไว้บูชาเพื่อความเป็นศิริมงคล

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างส่งครับ

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260419_212406.jpg IMG_20260419_212433.jpg
     
  18. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1776704875138.jpg

    ผจญเสือสมิง
    หลวงปู่พวง วัดสหกรณ์รังสรรค์ พระมหาเถราจารย์แห่งเมืองสระบุรี
    ในป่าดงดิบมักจะมีสิ่งที่เราคาดไม่ถึง เช่น ผีป่า ผีโป่ง ผีกองกอย หรือเสือสมิง หลวงปู่พวงหลุดรอดมาได้ก็ด้วยการอาศัยเจริญเมตตาบารมีเป็นที่ตั้ง ทำให้ผีเหล่านั้นเกรงกลัวไม่กล้าเข้ามารบกวนท่านได้ ครั้งหนึ่งท่านได้เดินธุดงค์ผ่านไปพบกองกระดูกอยู่กับกองผ้าเหลืองเปื่อยๆ ผุๆ พร้อมกับกลดและบาตรที่สิ้นสภาพ หลวงปู่พวงจึงรู้ในขณะนั้นว่าพระธุงดงค์รูปที่มานอนมรณภาพอยู่ตรงหน้านี้ต้องอาบัติในธุดงค์วัตร มีวัตรอันไม่บริสุทธิ์ จึงต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้อย่างน่าอนาถ ท่านจึงได้รวบรวมผ้าเหลือง กระดูก กลด และบาตรเข้าด้วยกันแล้วนำไปฝังอย่างเรียบร้อย พร้อมกับสวดมาติกาบังสุกุลให้เป็นที่เรียบร้อยจึงตกลงใจปักกลดค้างคืนอยู่ที่ตรงนั้น พอตกดึกในคืนนั้นเอง ขณะที่ท่านกำลังทำสมาธิภาวนา พลันก็มีสิ่งแปลกปลอมเดินเข้ามาใกล้กลด กลิ่นสาบสางคละคลุ้งโชยเข้าจมูกแทบจะสำลัก หลวงปู่พวง ยังคงนั่งสมาธิภาวนาอย่างแน่วแน่ ไม่ยอมขยับเขยื้อน เจ้าเสือพานกลอนขนาดใหญ่เห็นท่านไม่เกรงกลัวมัน มันจึงแยกเขี้ยวขู่คำรามอย่างดุร้ายหมายจะกัดกินท่านเป็นอาหาร ท่านจึงรวบรวมจิตแผ่เมตตาออกไปให้กับเสือ พร้อมปากก็พูดว่า “เอ็งหากินของเอ็ง ข้าก็ออกธุดงค์เพื่ออยู่ในทางธรรม เอ็งอาศัยสัตว์น้อยใหญ่ต่อชีวิต ข้าก็อาศัยภัตตาหารดำรงชีวิต เอ็งมาข้าก็ดีใจ ไม่มีอะไรก็นอนเสียเถิด” หลังจากกล่าวจบแล้ว หลวงปู่พวงก็น้อมชีวิตเป็นพุทธบูชา โดยอธิษฐานว่า หากเสือกับท่านมิได้เคยผูกพยาบาทอาฆาตจองเวรต่อกันในชาติปางก่อน ก็ขอให้เสือหลีกทางให้ ถ้าเคยผูกเวรกันมาก็ขอให้เอาท่านไปกินเพื่อชดใช้กรรม เป็นที่อัศจรรย์ปรากฏว่าเสือตัวนั้นหยุดคำราม และทำตามคำสั่งของท่านอย่างว่าง่าย เหมือนพูดกับนักเรียน มันลดความดุร้ายลง และค่อยๆ ล้มตัวลงนอนข้างๆ กลดของท่าน ส่วนท่านก็ได้เจริญสมาธิภาวนาจนรุ่งเช้า พอท่านลืมตาขึ้นมาดูอีกครั้ง ก็พบว่าเสือสมิงได้หายไปจากที่มันล้มตัวนอนเมื่อคืนนี้ คงเหลือแต่รอยเท้าของมันที่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ หลังจากนั้นท่านก็ได้เดินธุดงค์ต่อไป จนกระทั่งได้พบกับพระธุดงค์อีกรูปหนึ่ง จึงได้ชักชวนกันเดินธุดงค์ไปจนทะลุถึงเขตชายแดนพม่า ณ ที่นั้นเอง หลวงปู่พวงและพระธุดงค์รูปนั้นก็ได้แสดงอภินิหารซึ่งกันและกัน และได้แลกเปลี่ยนวิทยาคม จนเป็นที่พอใจแล้วต่างก็แยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง หลวงปู่พวงได้เดินธุดงค์ต่อไปจนถึงประเทศลาว ท่านได้เคยรู้จักคุ้นเคยกับพระเณรที่เวียงจันทร์หลายรูปด้วยกัน เมื่ออยู่ที่นครเวียงจันทร์ ท่านได้ช่วยเหลือพระเณรที่นั่นก่อสร้างสิ่งต่างๆ จนสำเร็จหลายแห่ง จนเป็นที่ชื่นชอบอัธยาศัยของพระเณรในเวียงจันทร์มาก ถึงกับนิมนต์ให้ท่านประจำวัดอยู่ด้วยกันตลอดไป แต่ท่านได้ปฏิเสธไป เพราะท่านยังมีภาระที่จะต้องทำอีกมาก เมื่อหลวงปู่ได้ปฏิเสธในการอยู่เวียงจันทร์แล้ว ท่านก็ได้เดินธุดงค์ออกจากเวียงจันทน์มุ่งหน้ามายังประเทศไทย ท่านเดินลัดเลาะจนมาถึงเขตชายแดนไทยติดต่อกับเขมรที่จังหวัดตราด ท่านได้เดินธุดงค์เข้าไปในเขตของเขมรต้องผจญกับพวกเขมรต่ำเจ้าแห่งอวิชชามนต์ไสยดำทั้งปวง ต้องกัน ต้องแก้ และทำลาย เรียกว่าไม่มีวิชาอาคมกล้าแข็งจริงๆ แล้ว ก็จะถูกพวกเขมรต่ำทดลองด้วยมนตร์ไสยดำ เช่น ยาสั่งบังฟันหรือบิดไส้ แต่ท่านก็สามารถเอาชนะพวกเดรัจฉานวิชาเหล่านี้ได้ ทำให้พวกเขาเหล่านั้นพากันศรัทธาในตัวท่านมาก นิมนต์ให้ท่านอยู่จำพรรษาในเขตแดนของเขมรตลอดไป แต่ท่านได้บอกปฏิเสธและได้เดินทางเข้าประเทศไทย ในที่สุดการเดินทางมหาธุดงค์แบบมาราธอนของหลวงปู่พวงก็สิ้นสุดลง จะเห็นได้ว่าท่านเดินด้วยเท้าเปล่าๆ ไปตามทางทุรกันดารแสนจะลำบากยากเข็ญ บางครั้งธุดงค์ไปในที่ห่างไกลหมู่บ้าน มีแต่ป่าดงดิบ และอาหารการกินก็ไม่มี ต้องฉันยอดไม้กับใบไม้แทนข้าว แต่ท่านก็ไม่เคยย่อท้อ ท่านได้เดินธุดงค์จากอำเภอวิหารแดงจังหวัดสระบุรี ไปถึงเขตชายแดนพม่าแล้วย้อนกลับไปประเทศลาว และสุดท้ายก็เข้าชายแดนเขมร นับว่าท่านได้เดินทางด้วยเท้าเปล่าหลายพันกิโลเมตร

    @ตอนที่1
    -ประวัติหลวงปู่พวง
    หลวงปู่พวง ท่านมีนามเดิมว่า พวง ดาราไพร เกิดเมื่อปีพุทธศักราช 2447 ตรงกับวันเสาร์ขึ้น 5ค่ำ เดือน 5 ปีมะเมีย อันเป็นวันพิเศษเรียกว่าพญาวันซึ่งทางโหราศาสตร์และทางไสยศาสตร์ ถือว่าเป็นผู้ที่มีดวงแข็ง ดวงแรงมาก เพราะวันเช่นนี้ต้องใช้เวลา หลายๆปีถึงจะวนกลับมาสักครั้งนึง ท่านเกิด ณ บ้านหนองสีดา อ.หนองแซง จ.สระบุรี พื้นเพเดิม โยมบิดามารดา ของท่านเป็นคนบ้านหนองตะเฆ่ อ.หนองแค จ.สระบุรี โยมบิดาชื่อ นายดำ มารดาชื่อนางน้อย นามสกุล ดาราไพร ครอบครัวประกอบอาชีพ ทำไร่นา กสิกรรมเกษตรกร
    -ช่วงวัยเด็ก
    หลวงปู่พวง ท่านได้รับการศึกษา จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในโรงเรียนประชาบาล ใกล้บ้าน ในสมัยนั้นช่วงวัยอายุ 10 ขวบ โยมบิดา ได้นำตัวเด็กชายพวงไปถวาย หลวงพ่ออินทร์ วัดไก่เส่า ให้เป็นศิษย์(เด็กวัด)ศึกษาอบรม ในระเบียบวินัยและความรู้อยู่กับหลวงพ่ออินทร์ โยมบิดามารดาหวังที่จะให้เด็กชายพวงได้อยู่ในระเบียบวินัยอยู่ในโอวาทของพระผู้เป็นอาจารย์ ได้ร่ำเรียนวิชาความรู้ เพิ่มเติมจากหลวงพ่ออินทร์ ด้วยความขยันขันแข็งและเป็นผู้ที่มีความสนใจฝักใฝ่ในวิชาความรู้ หลวงปู่พวง จึงได้รับความเอ็นดูจากหลวงพ่ออินทร์เป็นอย่างมาก
    -ช่วงวัยหนุ่ม
    ท่านนับได้ว่ามีหัวใจของความเป็นลูกผู้ชาย ชาตรีมีความสนใจเรื่องยาแผนโบราณและสมุนไพรต่างๆรวมถึงวิชาอาคม มาตั่งแต่วัยหนุ่ม หลวงปู่ ยังได้ใช้วิชาความรู้ทั้งหมด สงเคราะห์ชาวบ้านช่วยเหลือ ยามมีใครเจ็บไข้ได้ป่วย ตามวิถีของชนบทที่ยังห่างไกลความเจริญ ในยุคสมัยนั้น
    @ตอนที่ 2
    หลวงปู่พวงบวชครั้งแรก เมื่ออายุครบบวช กับหลวงพ่อยอด วัดหนองปลาหมอ อ.หนองแค จ.สระบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงปู่ครองเพศ บรรพชิตอยู่นามเท่าไรไม่ปรากฏบันทึกหลักฐานเอาไว้เท่าใดนัก ทราบเพียงต่อมาว่าท่านได้มีความจำเป็นต้องลาสิกขาไปใช้ชีวิตเฉกเช่น
    ฆาราวาสทั่วไปจนกระทั่งมีครอบครัว และมีบุตรหลานใช้ชีวิตปุถุชนทั่วไป จนกระทั่งหลังจากที่ครอบครัวมีความพร้อมแล้วและพิจารณาเห็นว่าครอบครัวมีความมั่นคงสมบรูณ์ดีและประกอบกับท่านมีความเบื่อหน่ายในวิถีชีวิตเฉกเช่นฆาราวาสทั่วไปจึงได้กลับมาอุปสมบทอีกครั้งนึงในปี พ.ศ. 2472 มีอายุได้ 25ปี
    ณ พัทธสีมา วัดไก่เส่า ต.ไก่เส่า อ.หนองแซง จ.สระบุรี โดยมีพระครูวิธารสรคุณ(หลวงพ่ออินทร์) เป็นพระอุปัชฌาย์ โดยหลวงปู่พวงได้รับฉายาธรรมว่า "ปสนฺโน" ซึ่งแปลความหมายว่าผู้เลื่อมใสแล้ว ถ้าจะกล่าวถึงหลวงพ่ออินทร์ นับได้ว่าหลวงปู่พวงได้รับการถ่ายทอดสืบสานพุทธาเวทย์วิทยาคมสรรพวิชาต่างๆ จากหลวงพ่ออินทร์ไว้อย่างมาก เนื่องจากหลวงปู่พวงเป็นผู้ที่มีความขยันขันแข็งใฝ่รู่ สนใจศึกษาวิชาจากหลวงพ่ออินทร์ หลวงพ่ออินทร์จึงรักใคร่เอ็นดูหลวงปู่พวงเป็นอย่างมาก สอนให้เขียน อักขระ เลขยันต์ ภาษาขอม คาถาอาคม การฝึกจิตสมาธิเบื้องต้น ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กวัด นับได้ว่าหลวงพ่ออินทร์เป็นอาจารย์ของหลวงปู่พวงรูปแรกก็ว่าได้และย้อนกลับไปขณะที่หลวงปู่พวง ยังเป็นเด็กวัดหลวงพ่ออินทร์ยังได้นำตัวท่านไปฝากเรียนวิชากับหลวงพ่อวุ้น วัดลำใย อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี
    เพื่อศึกษาวิปัสสนากรรมฐานและคัมภีร์พระเวทย์ตำราพิชัยสงคราม มาตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กวัด
    หลวงปู่พวงได้บวชเรียนและศึกษาทางธรรมก่อนตัดสินใจออกธุดงค์ เพื่อแสวงหาความวิเวกตามป่าเขาลำเนาไพรมุ่งมั่นในทางธรรม
    @ตอนที่ 3
    คณาจารย์ของหลวงปู่พวงและที่ท่านแลกเปลี่ยนสรรพวิชา

    1:หลวงพ่อยอด วัดหนองปลาหมอ อ.หนองแค จ.สระบุรี
    2:หลวงปู่ใจ วัดหนองหญ้าปล้อง อ.หนองแซง จ.สระบุรี
    3:หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร
    4:หลวงพ่อแฉ่ง วัดบางพัง จ.นนทบุรี
    5:หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา จ.ปราจีนบุรี
    6:หลวงปู่ศรี วัดพระปรางค์ จ.สิงห์บุรี
    7:หลวงปู่เฒ่า วัดค้างคาว จ.ชัยนาท(ผู้เป็นอาจารย์ของหลวงพ่อกวย วัดโฆษิตารามศึกษาพร้อมหลวงพ่อกวยในสมัยนั้น)
    8:หลวงพ่อบุญยัง วัดหนองน้อย จ.ชัยนาท
    9:หลวงพ่อเคลือบ วัดหนองกะดี่ จ.อุทัยธานี ฯลฯ
    และทั้งนี้หลวงปู่พวงได้แลกเปลี่ยนวิชาทำมีดหมอกับพระอาจารย์ตี๋ ลูกศิษย์สายหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ จ.นครสรรค์ วิชาอาคมกับครูมี ครูสา ฆราวาสจอมขมังเวทย์ ชาวนครเวียงจันทร์ และยังได้รับตำราพิชัยสงคราม ได้รับมาจากหลวงพ่ออ่ำ วัดมณีชลขันณ์ จ.ลพบุรี หลังจากที่หลวงปู่พวง มีความตั้งใจซึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยและแสวงหาครูบาอาจารย์ สรรพวิชา พุทธาคมต่างๆดีแล้ว ท่านจึงได้กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดหนองตะเฆ่ อ.หนองแค จ.สระบุรี มาในระยะหนึ่งได้ไปมาหาสู่กับวัดสหกรณ์รังสรรค์(ในสมัยก่อนซึ่งไม่ห่างไกลกันมากนัก)ซึ่งสมัยก่อนวัดสหกรณ์รังสรรค์ยังเป็นเพียงสำนักสงฆ์เล็กๆเท่านั้น โดยเริ่มตั้งเป็นวัดสหกรณ์รังสรรค์ในปี พ.ศ. 2502 จากความร่วมมือร่วมใจกันของชาวบ้าน

    เขียนบรรยาย ดรีม ปสันโน

    @ขอขอบคุณผู้ใหญ่ทุกท่านที่ให้ข้อมูล วัดสหกรณ์รังสรรค์ รวบรวมประวัติการจัดสร้างวัด และข้อมูลหลวงปู่พวง
    -เรียบเรียงโดย ดรีม ปสันโน ,แพรว คลองไทร

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญหลวงปู่พวงวัดสหกรณ์รังสรรค์รุ่นเฮง หลังยันต์โภคทรัพย์
    เหรียญมีประสบการณ์ด้านโชคลาภค้าขายเรื่องเล่าในสายลูกศิษย์

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    (ปิดรายการ)
    IMG_20260421_000851.jpg IMG_20260421_000917.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 เมษายน 2026 at 10:49
  19. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1776770118150.jpg FB_IMG_1776770120922.jpg FB_IMG_1776770126660.jpg

    เหรียญสมเด็จองค์ปฐมพระพุทธภวธรรมจักรบรมมหาไตรโลกนาถ หลังบรมครูพระเทพโลกอุดร วัดลาดใหญ่ เหรียญพิมพ์ใหญ่ พิธีใหญ่มวลสารหลอมรวมมากมายหลายชนิด

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260421_151045.jpg IMG_20260421_151108.jpg
     
  20. ktv

    ktv เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มีนาคม 2015
    โพสต์:
    1,155
    ค่าพลัง:
    +1,233
    โอนแล้วครับ 22 เม.ย 69 เวลา 08.34 น.จำนวน 330 บ.จัดส่งที่เดิม
     

แชร์หน้านี้

Loading...