อยากทราบการเชิญองค์เทพออกทำไงอะคับ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย คนกรุงเทพ, 23 มกราคม 2010.

  1. คนกรุงเทพ

    คนกรุงเทพ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    25
    ค่าพลัง:
    +5
    มีข้อสงสัยนะคับ ว่าอย่างบางคนที่เชิญองค์เทพมาอยู่ด้วย ครั้นพอยู่ไป แต่ถือปฏิบัติไม่ได้ จึงอยากจะเชิญองค์เทพออก ไม่ทราบว่าจะทำได้ไหมคับ เมื่อทำแล้วจะมีผลยังไงกับตัวเราไหมคับ ช่วยชี้แนะด้วยนะคับ ขอบคุณคับ
     
  2. วิษณุ12

    วิษณุ12 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    5,337
    ค่าพลัง:
    +6,846
    ถ้าอยากให้ออกจริงๆ ก็ต้องหมั่นเจริญ สติปัฏฐาน 4 ถ้าทำได้ก้ออกครับ
     
  3. จันทโค

    จันทโค เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 กรกฎาคม 2009
    โพสต์:
    1,866
    ค่าพลัง:
    +35,603
    ไม่ต้องทำอะไรครับ
    จริงๆแล้วไม่มีเทพองค์ไหนมาอยู่กับเราหรอกครับ
    http://palungjit.org/groups/301/คุณความดีพรหม-เทวดาในศาสนาพุทธ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 23 มกราคม 2010
  4. วิหคอิสระ

    วิหคอิสระ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    758
    ค่าพลัง:
    +1,318

    ถ้าปฏิบัติตัวไม่ดี ถึงไม่ต้องเชิญเค้าออก เค้าก็จะออกของเค้าเอง
     
  5. พนมกุเลน

    พนมกุเลน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,455
    ค่าพลัง:
    +7,618
    เรื่ององค์ลง องค์แทรก องค์แฝง นี่เป็นปัญหามานาน



    ไม่อยากเป็นร่าง (ทรง)


    เริ่มต้นกันที่จดหมายจากท่านผู้อ่านอย่างที่เคยเป็นนะครับ เขียนมาจากคุณกรรณิการ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

    เรียน คุณภูเตศวร
    ดิฉันติดตามอ่านคอลัมน์ธรรมะ 5 นาทีเป็นประจำ แต่เดิมนั้นไม่ค่อยเข้าใจเพราะมีภาษาบาลีซึ่งอ่านได้ แต่แปลไม่ออก แต่ต่อมาเป็นภาษาที่อ่านง่ายขึ้น จึงทำความเข้าใจได้ไม่ยาก

    ดิฉันได้ใช้ประโยชน์จากข้อเขียนของคุณมาก นำมาใช้ประโยชน์กับการทำงาน นำมาแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน และใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาจิต ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น

    แต่ ณ วันนี้ ดิฉันมีคำถามมากมายที่ไม่อาจหาคำตอบได้จึงต้องขอรบกวนคุณช่วยตอบคำถามต่าง ๆ ที่ค้างคาใจให้ด้วย

    เรื่องมีอยู่ว่า มีร่างทรงที่อ้างว่าเป็นครูฤๅษี ซึ่งที่บ้านแม่ที่ต่างจังหวัดเป็นตำหนักของท่าน ทักว่าดิฉันมีองค์เทพที่เป็นองค์หญิงอะไรสักอย่าง ให้ดิฉันรับ (ขันธ์) มาบูชา แต่แรกดิฉันก็ไม่ยอมรับ เพราะว่าปฏิบัติตนอยู่ในกรอบแห่งพุทธศาสนาและอยู่ในศีลธรรมอันดีอยู่แล้ว แต่ก็ไม่อาจทัดทานได้ เพราะต้องไปเยี่ยมคุณแม่และน้อง ๆ เป็นประจำ จึงขัดคุณแม่ไม่ได้

    หลังจากรับ (ขันธ์) มาบูชาแล้ว ครั้งหลังท่านก็ให้ดิฉันปฏิบัติตัว โดยนุ่งขาวห่มขาวสวดมนต์และนั่งสมาธิทุกคืนทุกวัน เพื่อที่องค์เทพจะได้ประทับได้เต็มองค์ แต่ดิฉันไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเป็นร่างทรง และดิฉันก็บอกท่านไปว่าดิฉันไม่เคยรู้สึกเลยว่ามีองค์เทพมาอยู่ด้วย ถ้าดิฉันสามารถสัมผัสได้ก็จะยอมทำ

    ล่าสุดดิฉันไปเยี่ยมคุณแม่ตามปกติ ท่านก็ลงประทับทรงและเรียกดิฉันไปต่อว่าอีก ว่าไม่ยอมปฏิบัติตัว ซึ่งก็ยอมรับว่าไม่ได้ทำอย่างนั้นจริง ท่านก็บอกว่าถ้าดิฉันไม่ทำ บารมีก็จะตกลงไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดองค์เทพก็จะไม่เอาร่างดิฉันแล้ว และจะไปหาร่างใหม่ ถ้าถึงช่วงนั้น ดวงจะตกมากจนแก้ไขไม่ได้ และดิฉันตั้งใจจะกลับมาปฏิบัติตัวอย่างนั้นอีกครั้ง แต่ไม่ใช่เพื่อให้องค์เทพลงมาประทับทรง แต่เพื่อจิตใจของตัวเองสงบและเยือกเย็นมากกว่าที่เป็นอยู่

    ดิฉันเขียนจดหมายมาก็เพื่อให้คุณแนะนำว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับดิฉันตรงนี้

    ดิฉันควรปฏิบัติตัวอย่างไร และวิธีสวดมนต์ไหว้พระนั่งสมาธิ ควรใช้บทสวดมนต์บทไหน อีกทั้งวิธีทำสมาธิที่ถูกต้อง เพราะไม่ต้องการปฏิบัติแบบผิด ๆ เพราะความกลัว

    กรรณิการ์

    จดหมายของคุณกรรณิการ์ ผู้เขียนได้ตัดทอนลงบางส่วน หากน้อยมาก เพราะมีจดหมายแบบนี้ประเภทนี้เข้ามามากเหลือเกิน จำได้ว่าเคยพูดถึงเรื่องนี้มาสองสามครั้งแล้ว หากเวลาผ่านเลยมานานจนท่านผู้อ่านอาจลืมหรือบางท่านก็ติดตามอ่าน ธรรมะ 5 นาที มาไม่นาน จึงขอถือโอกาสนี้ทำความเข้าใจกันอีกครั้ง

    เรื่องของเทวดามาเกี่ยวข้องกับมนุษย์นี้ มีมาแต่ครั้งโบราณกาลมาแล้ว และต้องยอมรับว่ามีจริง เหตุผลคือสัตว์โลกทั้งหลายล้วนว่ายวนอยู่ในวัฏฏะ ผ่านชาติผ่านภพมาจนนับไม่ถ้วน ญาติมิตร หรือครูบาอาจารย์ของเราในอดีตเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์ ต้องการช่วยเหลือเราเพราะมีกรรมเกี่ยวเนื่องกัน

    หรืออาจเพราะมี สัจจะ ต่อกันก็เป็นได้

    จึงทำให้เกิดการเกี่ยวข้องกันขึ้น...ทั้ง ๆ ที่มนุษย์อาจไม่มีความต้องการเกี่ยวข้องด้วย เพราะไม่อยากเป็นร่างทรง

    เรื่องของ ร่างทรง ภูเตศวรไม่อยากกล่าวถึงมากนัก เพราะเป็นเรื่องรู้ได้เฉพาะของคนที่เป็น ซึ่งในปัจจุบันมีทั้ง จริง และ เท็จ บางรายของแท้และบางรายก็ของเก๊ หลอกลวงหาทรัพย์เข้ากระเป๋าตนจนร่ำรวย

    ศาสนาพุทธสอนให้เราอยู่ในหลักของเหตุและผล

    ในกรณีของคุณกรรณิการ์ รับขันธ์ครูบูชามาแล้ว จึงไม่ต้องพูดถึงเรื่องควรหรือไม่ควร เพราะเป็นเหตุผลเดียวกับการสร้างหรือตั้งศาลพระภูมิในบ้าน

    ทุกอย่างอยู่ที่ความเชื่อกับความศรัทธา บางบ้านบางเรือนมีการตั้ง บางแห่งก็ไม่มี ขึ้นอยู่กับเจ้าบ้านเป็นหลัก เพียงแต่ควรถามตัวเองก่อนให้แน่ใจ ตั้งแล้วปฏิบัติได้ไหม ไม่ใช่ตั้งศาลแล้วปล่อยทิ้งร้าง แทนที่เทพยดาจะมาอาศัย เลยกลายเป็นสัมภเวสีมาครองแทน

    จากควรมีคุณ กลับกลายเป็นโทษไปอีก!

    จากจดหมายคุณกรรณิการ์ เท่าที่เขียนมา การรับขันธ์ครูบูชามิได้เกิดจากความศรัทธา หากเพราะเกรงใจคุณแม่มากกว่า และเบื้องลึกคือความกังวลใจ ฉะนั้นการรับตรงนี้จึงก่อให้เกิดโทษมากกว่าคุณ

    ภูเตศวรเป็นชาวพุทธ น้อมนำเอาไตรสรณคมน์เป็นที่พึ่ง มิใช่ไม่เชื่อว่าเทวดามีจริง

    ทว่าพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาเป็นครูของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย พระองค์สอนเราทำอะไรบ้างล่ะครับ...

    สอนให้เรามีศีล มีทาน และรู้จักการภาวนา นั่นคือไตรสิก สำหรับคฤหัสถ์ และสั่งสอนเราให้อยู่ในมรรคมีองค์แปดโดยชอบ

    มรรคมีองค์แปดอันเป็นสัมมาปฏิบัติมีอะไรบ้าง คิดว่าทุกคนคงทราบเป็นอย่างดีแล้ว

    ถ้าใครตั้งตนอยู่ในสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นได้อย่างเต็มที่...ผมรับประกัน ไม่มีสิ่งใดกล้ากล้ำกราย

    ถึงตรงนี้อยากจะบอกท่านทั้งหลายว่า เทวดามีจริงครับ และเทวดาทุกองค์ล้วนต้องโมทนากับผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระบรมศาสดาทั้งสิ้น ถ้าใครผู้ใดขัดขวางและขัดแย้งข้อปฏิบัติดังกล่าว...

    ย่อมเป็นหมู่มาร...หมู่อธรรมโดยแท้!

    การหันกลับมาปฏิบัติธรรมของคุณกรรณิการ์อีกครั้ง คือความถูกต้อง อย่าสนใจว่าการปฏิบัติของคุณตามคำสอนของพระพุทธเจ้า จะทำให้เทวดาท่านลงประทับหรือไม่

    เพราะการปฏิบัติธรรมสมาธิเป็น หน้าที่ ของเราทุกคน และต้องทำให้เป็นนิสัยอีกด้วย

    การทำสมาธิ...คือการทำจิตใจให้สงบโดยอาศัยการกำหนดคำบริกรรม หรือกำหนดจิตให้นิ่งสงบปราศจากการปรุงแต่ง ด้วยลมหายใจเข้าออก จนจิตละเอียดสุขุมเข้าสู่ความสงบสันติ....

    ทุกวันนี้ภูเตศวรก็ใช้คำภาวนา พุทโธเป็นอารมณ์ในการทำสมาธิ เมื่อจิตสงบดีแล้วค่อยยกหัวข้อธรรมะมาพิจารณา

    ถ้าต้องการละลดความอยากมีอยากได้อยากเป็นให้กำหนด มรณานุสติ เป็นอารมณ์

    นึกถึง ความตายอันเป็นสัจจะ มาสอนตน

    ความตาย ที่เตือนใจตนช่วยคลายความรัก โลภ โกรธ หลง ได้มากกว่าสิ่งใด!

    คุณกรรณิการ์ถามมาอีกว่า ควรสวดมนต์บทใด ตอบสั้น ๆ ครับ สวดทุกบทที่คุณสวดได้นั่นแหละครับ (ถ้ามีเวลามากพอ) แต่ถ้าให้แนะนำก็ต้องบอกว่าหาหนังสือสวดมนต์เข้าสักเล่ม มีเวลาช่วงเช้าก็เปิดสารบัญดูการสวดมนต์ทำวัตรเช้า เวลาเย็นถึงค่ำเปิดหน้าสวดมนต์ทำวัตรเย็น

    แต่ถ้ามีเวลาน้อยก็สวดเจริญพุทธมนต์ อิติปิโสภะคะวา อรหัง สัมมา จนถึง สุปฏิปันโน ภะคะวะโตฯที่เรียกว่าบทสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสังฆเจ้า นั่นแหละครับดีที่สุด

    และที่สำคัญที่สุดอีกเรื่องครับ...
    คือการทำบุญและแผ่บุญกุศลให้สรรพสัตว์ทั้งปวง ทำให้เป็นนิตย์ เป็นกิจวัตร ชีวิตจะร่มเย็นด้วยตนเองมากกว่าพึ่งเทวดาองค์ไหน ๆ เสียอีก ไม่งั้นพระพุทธเจ้าจะทรงรับสั่งเอาไว้ว่า อัตตาหิ อัตตะโน นาโถ
    คือ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน หรือครับ




    รับขันธ์ (ขัน) ครูดีไหม?


    ระยะหลายปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีมากมายหลายคนต่างได้ยินคำว่า รับขันธ์เกิดขึ้นโดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครที่ถือว่าเป็นแดนศิวิไลซ์ที่สุดของเรา หากกลับกลายเป็นสถานที่ที่มีผู้เชื่อถือในเรื่องการมีเทพเจ้ามาเกี่ยวข้องมากที่สุด

    จะเห็นได้ว่ามีผู้กล่าวอ้างอิงถึงการสามารถติดต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้แพร่หลาย มีทั้งร่างทรงหรือที่ไม่ยอมรับว่าเป็นร่างทรง แต่ยืนยันว่ามีความเกี่ยวพันกับเทพเจ้าปรากฏทางหน้าหนังสือเกิดขึ้นตลอดเวลา

    ทั้งหมดมิได้เป็นเรื่องแปลกสำหรับมนุษย์ในยุค พ.ศ. นี้ กับการเกี่ยวข้องกับเทวดา...โดยการผ่านพระญาณลงมาโปรดมนุษย์ตาดำ ๆ ที่มีกิเลสครอบงำอย่างพวกเรา ๆ

    บ้านของคนเดินดินธรรมดา ๆ ก็เลยถูกสถาปนาเป็น พระตำหนัก กันเป็นทิวแถว...

    ก็อีกนั่นแหละปรากฏการณ์เหล่านี้จะว่าไปก็มิได้ทำความเดือดเนื้อร้อนใจอะไรให้กับผู้เขียนหรอกครับ นอกเสียจากว่า...

    ...ถ้าไม่มีโทรศัพท์เข้ามาถามไถ่อยู่แทบทุกวัน...

    เขาว่าดิฉันมีเทวดาคุ้มครอง... เสียงในลักษณะนี้แว่วเข้ามาเป็นประจำ

    ก็ดีแล้วนี่ครับ คนมีเทวดาคุ้มครองก็ถือว่าเป็นมงคล...ผู้เขียนมักจะตอบเช่นนี้เสมอ...ทว่าปัญหามันอยู่ตรงนี้...

    เขาให้รับขันธ์ค่ะ แต่ดิฉันลังเลใจ

    ครับ...ก็น่าเห็นใจเพราะอยู่ดี ๆ มีใครสักคนแนะนำให้คุณลุกขึ้นมาทำพิธีกรรมแปลก ๆ โดยที่คุณไม่เคยรู้จักมาก่อน แน่นอนคุณต้องลังเลใจ ว่าสิ่งที่จะทำนั้นมีผลดีผลเสียอย่างไรบ้าง...

    และที่ร้ายไปกว่านั้น...มีบางรายไปรับมาแล้ว ปรากฏว่าต้องมาขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการถอดถอน ขันครู ด้วยเหตุผลที่ว่า ตั้งแต่รับกันมามีแต่เรื่อง อวมงคล จนทนไม่ไหว...หากแต่ไม่กล้าทำเพราะกลัวจะมีภัยแก่ตน...

    มีผู้แนะนำให้ไปลอยแม่น้ำ แต่ดิฉันกลัว... บางประโยคเช่นนี้ภูเตศวรมักจะได้ยินบ่อย ซึ่งผู้เขียนเห็นใจและเข้าใจดี...เพราะพิธีรับขันธ์ (ขัน) ถูกกระทำให้เห็นว่าเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ความรู้สึกจึงเกาะแน่นในจิตของผู้รับ ยามเมื่อต้องการละทิ้ง จึงกลายเป็นความวิตก...หวาดหวั่น กลัวว่าจะถูกทำโทษ ฯลฯ

    จากการค้นคว้าศึกษาด้วยตัวเอง และจากที่ฟังคำบอกเล่ามา...สาเหตุแห่งการรับขันธ์นั้นมักจะเกิดจากข้ออ้างของเหล่าเจ้าสำนัก เจ้าตำหนักทั้งหลายว่าบรรดาศิษยานุศิษย์ที่นับถือมานาน และเพิ่งนับถือพระญาณของเหล่าเทวดาปกปักคุ้มครองรักษา

    ...บางรายกล่าวอ้างว่า ถ้าไม่ทำพิธีรับขันธ์ (ขัน) ครูเอาไปบูชา จะถูกทำโทษต่าง ๆ นานา (หมายถึงเทวดาที่คุ้มครองลงโทษ) อย่างเช่นทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย ถูกลงโทษให้ทำมาหากินลำบาก กิจการทั้งหลายขาดทุนย่อยยับ...

    ...ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้ถูกทำนายทายทัก ขวัญผวา วิตกกันเป็นที่ยิ่ง...
    ถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านคงนึกอยากจะถามว่า...ตกลงรับขันธ์ (ขัน) ดีหรือไม่ดี ?”
    คำตอบก็คือ...ดี!”และก็ ไม่ดี!”

    หลายท่านคงแอบค้อนควักผู้เขียนหลายตลบ อีตาบ้านี่ตอบกวนประสาทแฮะ...แต่ภูเตศวรยังมีข้ออรรถาธิบายอีกครับ โปรดใจเย็น ๆ

    จากประสบการณ์ที่ภูเตศวรพบเห็นพิธีกรรมรับขันครูมาไม่น้อย ทำให้คิดได้เป็นสองแง่

    ประการแรก คือดี ก่อน การรับขันธ์ (ขัน) ซึ่งโดยส่วนใหญ่ท่านผู้อ้างว่ามีเทวดาลงประทับทรงหรือมีสมมติสงฆ์บางรูปเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทให้นั้น จะสั่งให้ลูกศิษย์ใกล้ชิดทำขันขึ้นมาก่อน ขันที่ว่าก็คือ ขันน้ำพานรองที่เห็นกันอยู่ โดยจะกำหนดขันเป็นสีเงินหรือสีทองเป็นส่วนใหญ่

    สิ่งของที่บรรจุอยู่ภายในขัน ก็จะมีดอกไม้ ธูปเทียนกับบายศรีที่ประดิษฐ์ขึ้นจากใบตอง บางรายอาจกำหนดให้มีสิ่งอื่นมากกว่านี้ก็ได้ อย่างเช่นเงินกำนลครูเก้าบาท หญ้าแพรก ฯลฯ

    การรับขันธ์ครูส่วนใหญ่ จะมีกฎมีข้อห้ามบางประการสำหรับศิษย์อย่างเช่น...

    ...ห้ามรับประทานเนื้อสัตว์ใหญ่...เช่น วัว...ควาย
    ...ต้องรับประทานมังสวิรัติในวันพระ ฯลฯ

    แล้วแต่เจ้าของสำนักจะเป็นผู้กำหนด ซึ่งเท่าที่ฟังดูก็ล้วนแต่เป็นสิ่งดี ๆ ทั้งสิ้น

    ตรงนี้แหละครับที่ผมตอบว่าการรับขันธ์ ดี ดีตรงที่เหมาะสำหรับผู้ยังติดอยู่ใน อุบาย ข้อกำหนดต่าง ๆ สามารถระงับการอยากในบางสิ่งได้ หากข้อกำหนดของเหล่าครูบาอาจารย์เจ้าสำนักอยู่ในศีลธรรมก็แล้วกันไป ยกเว้นข้อกำหนดนั้นผิดทำนองคลองธรรม...

    ซึ่งตรงนี้ผมเชื่อว่าผู้มีปัญญาคงแยกแยะได้

    ข้อดีอีกประการของการรับขันธ์ก็คือ...เมื่อผู้รับได้ขันธ์ (ขัน) ครูมาแล้ว ก็นำมาตั้งไว้ในที่อันสมควร...และแน่นอนต้องทำการบูชาอยู่เป็นนิจ...เท่ากับการได้บูชาพระคุณแห่งครูบาอาจารย์ ได้บูชาคุณแห่งพระเทวาที่ตนเชื่อถือว่าคุ้มครองตนด้วย...

    ขันธ์ (ขัน) ครู จึงเป็นเครื่องย้ำเตือนตนให้เป็นผู้ที่ประกอบกรรมดี
    และเหนี่ยวรั้งสติมิให้กระทำชั่ว ในฐานะที่มีเทวดาดูแลรักษา...(ตามความเชื่อของผู้รับขันธ์)

    แล้วที่ว่าไม่ดีล่ะ?” คำถามเช่นนี้คงต้องตามมาแน่นอน

    ภูเตศวรคงต้องบอกว่า...ส่วนไม่ดีตรงนี้อยู่ที่ตัวของผู้รับขันธ์ (ขัน) ครูมาเองว่า คุณเป็นผู้มีสติมากน้อยเท่าใด...

    สิ่งแรกก็คือ...คุณรู้จักแยกแยะว่าเจ้าของตำหนักนั้นเป็นผู้ที่มีความดีมีศีลธรรมจริงหรือไม่?

    ถ้าเจ้าสำนัก ดี...คุณก็รอดตัวไป

    ถ้าเจ้าสำนักอยู่ในคราบนักบุญ หากใจเป็นซาตานก็ถือว่าเป็นความซวย

    ที่พูดอย่างนี้ ก็เพราะเคยเห็นมาเยอะที่พบเห็นครั้งแรก อะไร ๆ ก็ดีไปหมด พูดจามีเหตุผลอยู่ในศีลธรรม...แต่ภายหลังลูกศิษย์ถูกปอกลอกให้เสียทรัพย์จนหมดตัวมาก็มี

    ประการที่สอง...ผู้ที่รับขันธ์ (ขัน) ครูมาแล้ว มีส่วนมากคาดหวังว่าเมื่อรับแล้ว ตนจะประสบความสุข พบความร่ำรวย ตรงนี้ผู้เขียนอยากจะบอกกับทุกท่านว่า

    คิดผิด เพราะขันธ์ครูกำหนดความเป็นไปในชีวิตของคุณไม่ได้...ตัวคุณเท่านั้นต้องกำหนดชีวิตตนเองด้วยการกระทำ

    ชีวิตของมนุษย์ถูกกำหนดด้วย...กรรม หรือการกระทำแห่งตนเท่านั้น

    เทวดา...ยังอยู่เหนือกรรมไม่ได้...แล้วอย่างเรา ๆ จะเหลืออะไร?

    ที่เขียนอย่างนี้ก็เพราะมีผู้รับขันธ์ (ขัน)ครู บางคนเอะอะอะไรก็นั่งวิงวอน นั่งพร่ำบ่นร้องขอเทวดาให้ช่วย ทุกเรื่องไม่ว่าเรื่องงาน...เรื่องเงิน หรือแม้กระทั่งเรื่องครอบครัว ตรงนี้แหละครับที่ขอบอกว่า

    ไม่ดี

    ไม่ดีเพราะรับขันธ์ไปแล้วมัวแต่นั่งอ้อนวอน หรือไม่ก็อหังการ์ว่ามีเทวดาคุ้มครอง ภารกิจทั้งหลายที่พึงกระทำก็ไม่ทำ ท้ายสุดชีวิตครอบครัวก็ล่มสลาย
    ...ก็เลยกลายเป็น ขันครู ทำลายล้างชีวิตไปเสียอีก...

    ในส่วนความเห็นของผู้เขียนเองนั้น ถือว่าการรับขันธ์ (ขัน) ครูเป็นเรื่องของ โลกียธรรมรับก็ได้ ไม่รับก็ได้ ขึ้นอยู่กับตัวผู้รับเองว่า เป็นสุขหรือไม่อย่างไร? ในการนำไปบูชา -ปฏิบัติ...

    ...ทุกอย่างอยู่ที่ จิต อันประกอบด้วย สติ ระลึกรู้ของคุณเอง...

    คำว่า ขันธ์ ในความหมายของคณาจารย์โบราณต่างกับ ขัน ที่เรียกกันในปัจจุบัน

    ฉะนั้น คำว่ารับขันธ์หรือขันครูนั้น เพื่อต้องการให้พ้องกัน คนส่งเจตนาให้คนรับรู้ถึงสภาวะอันเที่ยงแท้ของมนุษย์ที่ประกอบขึ้นด้วย...

    รูป...เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ...อันเป็น ขันธ์ห้า

    ผู้เขียนขอยกยอดเอาไปพูดถึงในโอกาสต่อไป เพราะต้องใช้หน้ากระดาษมากในการอธิบาย เดี๋ยวจะกลายชื่อคอลัมน์ธรรมะ 5 นาที เป็นธรรมะ 5 ชั่วโมงไป
    ถึงตรงนี้อยากจะขอสรุปเลยว่า...การรับขันธ์ (ขัน) ครู นั้นดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่ที่ตัวคุณเท่านั้น ว่าคุณรู้จักเลือก รู้จักปฏิบัติอย่างไร...รวมทั้งรู้ถึงความหมายของการรับหรือไม่...

    แต่ถ้าเป็นภูเตศวร ประสบปัญหาอย่างที่เรียกกันว่ามีญาณเทวดาจับต้องตามคำทายทักของร่างทรง...เจ้าสำนักต่าง ๆ เหมือนผู้ตั้งคำถามมา
    ภูเตศวร คงต้องขออนุญาตตอบว่า...

    การเป็นเทวดานั้นต้องประกอบด้วย...
    หิริ โอตัปปะ...คือการละอายต่อบาป..

    ฉะนั้น...ขออนุญาตยึดถือกฎข้อนี้แทนได้หรือไม่?

    กับประการสุดท้าย พระพุทธองค์ของเราได้ถูกเรายกเป็นบรมครูแล้ว เราเป็นพุทธมามะกะแล้ว พระผู้มีพระภาคได้สั่งสอนมนุษย์ให้ดำรงตนอยู่ใน ศีล...สมาธิ...ปัญญา...แล้ว

    ฉะนั้น เราขอรับ ศีล...แทนรับขันธ์ครูได้หรือไม่?
    เราขอ ปฏิบัติ สมาธิแทนได้หรือไม่?
    เมื่อเราทำและปฏิบัติ ศีล...และสมาธิ ดีแล้วเราจึงเกิดปัญญา...
    หากทำสิ่งนี้ครบถ้วน แล้วนำถวายเป็นพุทธบูชา...นำถวายต่อครูบาอาจารย์
    ...น่าจะดีกว่าการรับขันธ์ (ขัน) ครู...มิใช่หรือ ?



    ร่างทรงขันธ์ห้า (อีกที)


    จำได้ว่าเคยเขียนถึงเรื่อง การรับขัน (ขันธ์) ดีหรือไม่ มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่จะเป็นเพราะเขียนไม่เคลียร์หรืออย่างไรไม่ทราบ จึงทำให้มีจดหมายกับโทรศัพท์ถามถึงเรื่องราวแนวนี้บ่อยเหลือเกิน...
    ปัญหาโดยทั่วไปก็คือ...

    เทพมีจริงหรือ...?
    ร่างทรงมีจริงไหม...?
    มีคนทักว่า มีองค์ในต้องไปรับขันธ์ครู แต่ไม่แน่ใจ ควรรับดีหรือไม่ดี?

    จะว่าภูเตศวรเขียนเรื่องซ้ำซ้อนก็ใช่จะทั้งหมด เพราะที่เคยกล่าวไว้ มีแต่การรับขันธ์ดีหรือไม่ดีเท่านั้น แต่คราวนี้ปัญหาของท่านผู้อ่านชี้ชัดลงไปเลยว่า ร่างทรงจริง ๆ (หมายถึงร่างที่เทวดาลงมาประทับจริง ๆ) มีหรือไม่เลยทีเดียว...
    ครับ...ก็คงต้องวิสัชนาตามคำขอแหละครับ...

    ปัญหาแรกที่ว่า เทพ หรือเทวดามีจริงหรือ?ต้องขอตอบด้วยน้ำเสียงและลายมืออันหนักแน่นเลยละครับว่า มี แน่นอน...

    เพราะอย่างน้อยที่สุด พระพุทธเจ้าของเราก็ไม่เคยปฏิเสธว่าเทวดาไม่มีจริงมาก่อน แถมในหมวดกรรมฐาน อนุสติ 10 นั้น พระองค์ยังได้บัญญัติ เทวดานุสติ เอาไว้ให้เราได้นำมาใช้เป็นข้อกรรมฐานอีกด้วย...

    ผู้จะเกิดเป็นเทวดา ต้องมีคุณสมบัติอยู่สองประการคือ...มีหิริ...และโอตตัปปะ... หรือที่เรียกว่า มีความเกรงกลัวและละอายต่อการทำบาป...การเกรงกลัวและละอายต่อบาปนั้น ต้องทั้งในที่ลับและที่แจ้ง จึงมีคุณสมบัติเป็นเทวดาได้

    เรื่องชาติภพของโอปปาติกะ ไม่เพียงแต่มีการบันทึกว่าพระพุทธเจ้าของเราได้ตรัสถึงอยู่เสมอเท่านั้น ผู้เขียนเองขอยืนยันด้วยเกียรติแห่งตนว่า เคยได้ยินพระอริยเจ้าที่ผู้เขียนเคารพเทิดทูนยิ่งอย่างหลวงปู่พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เล่าเรื่องโอปปาติกะให้ฟังมาแล้ว และภูเตศวรก็เชื่อโดยสนิทใจว่า พระอริยะอยู่ห่างไกลกิเลส และมีศีลบริสุทธิ์อย่างท่านย่อมไม่มุสาวาทเด็ดขาด

    ...ฉะนั้น คำตอบแรกของผู้เขียนก็คือ เทวดามีแน่!

    คราวนี้ก็มาถึงเรื่องร่างทรงกันละครับ...กับ คำถามที่ว่าร่างทรงจริง ๆ มีหรือไม่นั้น หากจะตอบกันชัด ๆ ก็คงจะยากสักนิด เพราะของอย่างนี้ ถ้าไม่เข้าไปสัมผัสด้วยตัวเอง พิจารณาด้วยตัวเอง รู้ด้วยตนเองแล้วนั้น ยากจะกล่าวยืนยันได้...

    เป็นอันว่า ผู้เขียนขอกล่าวเฉพาะสิ่งอันเป็นประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้ประสบพบพานมาให้ฟังก็แล้วกัน เท่าที่ได้พบเห็นมา...

    ร่างทรงที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในสังคมปัจจุบัน มีทั้งจริงและหลอกลวง แต่โดยส่วนมากเป็น ของเทียม เสียมากกว่า อยู่ในอัตราร้อยละเก้าสิบห้า ของแท้มีไม่ถึงห้าเปอร์เซ็นต์

    หลายท่านอาจจะถามว่า... แล้วคุณรู้ได้อย่างไร? ครับ... ตรงนี้ไงครับที่เป็นปัญหาใหญ่ เป็นปัญหาที่ทุกท่านอยากทราบกัน...

    คำตอบของภูเตศวรก็คืออย่างนี้ครับ... การที่คุณรู้จักร่างทรงที่ไหนก็ตาม คุณต้องวางใจให้เป็นกลาง ไม่ถืออคติหรือโน้มนำจิตศรัทธาเสียตั้งแต่แรกพบ การวางจิตเฉย ๆ เป็นกลาง จะทำให้คนเราสามารถค้นหาเหตุผลมาพิจารณาได้โดยง่าย

    ร่างทรง จริงหรือเท็จ ดูได้จากองค์รวมต่อไปนี้...

    1. ราศี...ดูราศีของมนุษย์ผู้เป็นร่าง ตรงนี้ดูเป็นเรื่องยากสักนิด แต่ถ้ารู้จักสังเกตจะเห็นได้ชัด คนเหล่านี้จะมีอะไรบางอย่างที่ห่างจากมนุษย์ทั่ว ๆ ไป

    พูดง่าย ๆ ว่ามีคุณลักษณะพิเศษกว่าตรงมองดูน่าเกรงขาม แต่น่าเข้าใกล้ มีเสน่ห์ดึงดูดใจ

    2. จริยวัตร...ข้อนี้ดูได้ค่อนข้างง่าย เหมือนเราดูพระสงฆ์นั่นแหละครับ พระดี ดีที่ศีลอันบริสุทธิ์ ดีที่สมาธิ และเป็นผู้มีปัญญา ฉะนั้นแม้นร่างทรงจะเป็นมนุษย์ แต่ถูกควบคุมโดยเทพเจ้า เทพย่อมแตกต่างจากมาร ตรง

    ที่มีคุณความดี มีศีลธรรม และสำคัญคือมีเมตตา...

    เท่าที่เคยพบเห็นร่างทรงแท้จริงมา ส่วนใหญ่จะไม่เคยเรียกร้องเงินทองจากมนุษย์ที่มาขอความช่วยเหลือ... จะยากดีมีจน จะให้การต้อนรับเท่าเทียมกัน ไม่เห็นคนร่ำรวยดีกว่าคนจน แต่มักจะมีความปรานีคนยากจนและลำบากด้วยการช่วยเหลือก่อนเสมอ...

    3. ปัญญา... ตรงนี้สำคัญครับ ถ้าเป็นเทวดาลงมาประทับทรงช่วยมนุษย์ แต่ปัญญาทึบอับกว่ามนุษย์แล้วจะลงมาช่วยได้อย่างไร? มีครับ บางรายแอบอ้างว่า เป็นญาณของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ผู้สร้างพระสมเด็จวัดระฆังฯ อันเลื่องชื่อ ลงมาประทับ แต่พออาราธนาท่านให้เทศน์โปรดบ้าง ท่าน (ร่างทรง) กลับอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ เทศน์ไม่ได้ อย่างนี้ถ้าใครเชื่อก็ไม่รู้จะพูดว่ากระไรแล้ว...

    การเป็นเทวดาต้องมีปัญญากว่าคนทั่วไป และแตกฉานธรรมะพอสมควร เพื่อแนะนำผู้มีทุกข์กายทุกข์ใจทั้งหลายในการปฏิบัติตนให้พ้นจากทุกข์ได้บ้างเท่านั้น

    4. ความสะอาด-สงบ... ร่างทรงที่แท้จริงมักมีนิสัยชอบความสงบ...และที่อยู่ที่กินสะอาด ตรงนี้ไม่ได้หมายถึง มีบ้านช่องใหญ่โต หรือมีข้าทาสบริวารเยอะนะครับ ถึงจะอยู่ในกระต๊อบหรือที่ไหน คนเป็นร่างแท้มักจะเป็นคนรักษาความสะอาดและเป็นระเบียบ

    ดังที่มีประโยคกล่าวว่าจะดูพระสงฆ์วัดไหนดีไม่ดี ให้ดูลานวัน ลานวัดสะอาด เสนาสนะเรียบร้อย บอกได้เลยว่า วัดนั้นพระสงฆ์เป็นผู้พัฒนาทางจิตได้มากกว่า ครับ ร่างทรงก็เป็นเช่นนั้น ถ้าแม้แต่หิ้งพระหรือที่บูชาเทพสกปรก รุงรังเต็มไปด้วยหยากไย่ฝุ่นละอองแล้ว เราจะเชื่อได้อย่างไรว่า จิตของเขาสะอาดพอที่จะรองรับพระญาณของเทพมาช่วยมนุษย์ได้ จริงไหมครับ...

    สี่ประการที่กล่าวมาข้างต้น คือหลักการใหญ่ ๆ ที่ใช้สังเกตว่าร่างทรงที่คุณพบเห็นนั้นเป็นร่างทรงแท้จริงหรือไม่ แต่ก็ใช่ว่าในสี่ประการนั้น จะเป็นตัวพิสูจน์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้เพราะถ้าผู้แอบอ้างเป็นผู้มีปัญญาฉลาดเฉลียว ก็สามารถปรุงแต่งขึ้นมาได้เหมือนกัน

    ข้อสำคัญที่สุด... คือก่อนที่คุณจะไปพบร่างทรงเพื่อขอความช่วยเหลือ ต้องบอกกับตัวเองว่า เราเป็นผู้มีสติ...เป็นผู้มีปัญญาในการพิจารณาทุกสิ่งอันด้วยเหตุและผล

    ร่างทรงและเทวดาที่ลงประทับจะจริงหรือไม่จริง ก็ไม่สำคัญเท่าใดนัก เพราะทั้งร่างและเทวดาต่างก็ยังอยู่ใต้กฎแห่งกรรมทั้งสิ้น...

    ...อย่าเชื่อ! ว่าเทวดาจะล้างเคราะห์ล้างกรรมให้คุณได้

    อย่าเชื่อ! ว่าการเสียเงินเสียทองมากมายแล้วจะทำการตัดเคราะห์ตัดกรรมได้ ถ้าเทวดาที่ไหนพูดอย่างนี้ ถือว่าไม่จริง!

    อย่าเชื่อ! ว่าการรับขันธ์ครู บูชาด้วยการยอมเสียเงินเป็นพันเป็นหมื่น แล้วเทวดาจะมาอยู่ดูแลตัวคุณ อวยสุขให้คุณมีทรัพย์สินเงินทองขึ้นมาได้
    ถ้าร่างทรงนั้น สามารถรับพระญาณของเทพเจ้าได้จริง สิ่งที่คุณจะพึ่งพาได้มีอยู่สองประการเท่านั้น... คือ...

    1. คำทำนายทายทัก เพราะเทวดาบางท่านมีกระแสญาณสามารถหยั่งรู้อดีต-อนาคตได้พอสมควร ที่ใช้คำว่าพอสมควร เพราะอำนาจของเทวดาก็มีอยู่ในขีดจำกัดตามบารมีของตนที่สะสมมาเท่านั้น บางครั้งทำได้แต่ใกล้เคียง ไม่ใช่เป็นเทวดาแล้วจะรู้ไปเสียทั้งหมด

    2. ถ้าเทวดาลงประทับจริงสามารถให้ข้อคิด-ข้อธรรม ให้เราเอามาใช้แก้ไขความทุกข์ได้บ้างในชีวิต แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น คุณก็ต้องเอาปัญญาของคุณพิจารณาด้วย เพราะเทวดาก็ใช่ว่าทุกองค์จะอยู่ในสัมมาทิฐิเสียทั้งหมดไป บางองค์ยังเป็นพวกมิจฉาลัทธิอยู่ก็มี

    ครับ...สิ่งที่ผู้เขียนแนะนำเกี่ยวกับการพิจารณา ร่างทรง ว่า จริง หรือ ไม่จริง ก็คงมีคร่าว ๆ แค่นี้ เพราะถ้าร่ายยาวกันอย่างละเอียดถี่ยิบ หน้ากระดาษก็คงไม่พอแน่...

    ส่วนคำถามที่ว่าการรับขันธ์นั้นดีหรือไม่ดี ผู้เขียนอยากให้ท่านนำขวัญเรือนฉบับย้อนหลังไปสักสี่ห้าฉบับมาอ่านอีกครั้งก็จะได้คำตอบอย่างสมบูรณ์
    ก่อนจากกันในวันนี้ ภูเตศวรอยากฝากข้อคิดให้ท่านผู้อ่านลองไปคิดดูบ้างนะครับ...

    ข้อคิดนี้ไม่ใช่เอามาจากที่ไหน ก็นำมาจากบทสวดมนต์ที่ทุกท่านล้วนเคยได้ยินและได้สวดมาอยู่บ่อยครั้งนั่นแหละครับ เพียงแต่บางท่านยังไม่เคยรู้จักคำแปลก็เลยไม่รู้...

    ...อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัม มะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสานัง พุทโธ ภะคะวาติ...

    ผู้เขียนข้อเน้นเฉพาะตรงที่ ขีดเส้น ไว้เป็นคำแปลให้เห็นชัดว่า...บทสรรเสริญพุทธคุณบทนี้ คือคำตอบของคำตอบทั้งมวลของภูเตศวร...คำแปลรวมความได้อย่างนี้ครับ...

    ...สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ห่างไกลจากกิเลส เป็นผู้เปี่ยมไปด้วยวิชชา... จรณะ ผู้เสด็จดี ผู้รู้แจ้งโลก เป็นผู้เคี่ยวกรำสั่งสอนได้ทั้งมนุษย์และเทวดา...

    ตรงนี้แหละครับที่เป็นคำตอบชัดเจน... พระพุทธเจ้าเป็นอาจารย์ของทั้งมนุษย์และเทวดา พระองค์ทรงทิ้ง พระธรรมเอาไว้ให้เรายึดถือปฏิบัติแล้ว เพื่อการพ้นทุกข์ก้าวสู่มรรคผลนิพพาน

    ...ถ้าเราน้อมนำแก้วสามดวงคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาอยู่ในใจของตนได้ อะไรจะประเสริฐเท่าเป็นไม่มี

    ร่างทรงกับเทวดาจึงสามารถให้ธรรมที่เป็นแค่ โลกียธรรม เท่านั้น!
    ก็ร่างทรง...เทวดา เขามี เขาเป็น เพราะกรรมของเขา เมื่อเขายังอยู่ใต้กรรม...
    ...เขาจะช่วยเราได้มากแค่ไหน? ท่านลองคิดดูเอาเถอะครับ!


    http://www.dhamma5minutes.com/index.php?pgid=index
     
  6. Phanudet

    Phanudet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    8,434
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +15,646
    ไม่มีศีล ๕ ท่านออกของท่านเอง ไม่ต้องไปเชิญท่านออก....

    แล้วผีก็มาอยู่แทน....
     
  7. wanaa

    wanaa สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มกราคม 2010
    โพสต์:
    4
    ค่าพลัง:
    +0
    ของแบบนี้ไม่ต้องเชิญออกหรอกค่ะเพราะท่านก็มาก็เพื่อหวังสร้างบารมีช่วยเหลือคนแต่ถ้าร่างไม่พร้อมให้ท่านบำเพ็ญเดี๋ยวท่านก็ไปเองแหล่ะค่ะไม่ต้องทำอะไรแต่ที่ว่าดื้อรั้นอยู่เกรงว่าจะไม่ใช่องค์เทพกระมัง
     
  8. นายตถาตา

    นายตถาตา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 มกราคม 2010
    โพสต์:
    829
    ค่าพลัง:
    +705
    ส่วนใหญ่ผีทั้งนั้นครับ
     
  9. Phuket

    Phuket เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    499
    ค่าพลัง:
    +877
    หยิบใบแดงชูไว้ต่อหน้าองค์เทพ แล้วบอกว่าออกไป

    - ล้อเล่นนะ -
     
  10. ขันธ์

    ขันธ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    7,917
    ค่าพลัง:
    +9,181
    ต้องถามว่า รู้ชัดเจนแล้วหรือ ว่ามีองค์เทพอยู่กับตัว
    ถ้าเป็นสมมติ หรือ คิดว่าน่าจะ ก็ให้คิดอีกอย่างหนึ่งว่า มันน่าจะไม่มีเหมือนกัน

    แต่ก็เอาเถอะครับ ของแบบนี้มันห้ามความรู้สึกไม่ได้
    วิธีการทำให้ เทพออกไป ก็ให้สวดมนต์ ทุกวัน แทนที่ท่านจะออกไป ท่านก็อนุโมทนากับเราด้วย จากที่เป็น เตี้ยอุ้มค่อม ก็จะเป็น คู่บุญบารมี คอยส่งเสริมกันไปในทิศทางที่ดี
    เราสวดเสร็จ เทวดาอวยพร เทวดาจิตใจแช่มชื่น บุญมากรัศมีมาก ฤทธิ์มาก ก็ส่งเสริมคนที่สวดมนต์อวยพรท่าน

    นี่ก็ถือเป็น เทวตานุสติกรรมฐานได้ ให้พลิกวิกฤติเป็นโอกาสแบบนี้
     
  11. ชาญยุทธ

    ชาญยุทธ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    72
    ค่าพลัง:
    +22
    ต้องถามว่า รู้ชัดเจนแล้วหรือ ว่ามีองค์เทพอยู่กับตัว
    ถ้าเป็นสมมติ หรือ คิดว่าน่าจะ ก็ให้คิดอีกอย่างหนึ่งว่า มันน่าจะไม่มีเหมือนกัน

    แต่ก็เอาเถอะครับ ของแบบนี้มันห้ามความรู้สึกไม่ได้
    วิธีการทำให้ เทพออกไป ก็ให้สวดมนต์ ทุกวัน แทนที่ท่านจะออกไป ท่านก็อนุโมทนากับเราด้วย จากที่เป็น เตี้ยอุ้มค่อม ก็จะเป็น คู่บุญบารมี คอยส่งเสริมกันไปในทิศทางที่ดี
    เราสวดเสร็จ เทวดาอวยพร เทวดาจิตใจแช่มชื่น บุญมากรัศมีมาก ฤทธิ์มาก ก็ส่งเสริมคนที่สวดมนต์อวยพรท่าน

    นี่ก็ถือเป็น เทวตานุสติกรรมฐานได้ ให้พลิกวิกฤติเป็นโอกาสแบบนี้<!-- google_ad_section_end -->
    .................................................................................................

    อนุโมทนาครับ ลุงขันธ์
     

แชร์หน้านี้

Loading...