ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,223
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ญี่ปุ่นยุคนายกหญิง: “เรื่องราชบัลลังก์เป็นของเรา คุณไม่เกี่ยว”

    เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2568 รัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ (สมมติชื่อ Fumiko Ishiba หรือตัวแทนผู้นำหญิงสายอนุรักษนิยมที่ขึ้นมาแทน Ishiba ในบริบทสมมติปี 2569) ได้ออกมาตรการตอบโต้อย่างแข็งกร้าวต่อคณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี (CEDAW) ของสหประชาชาติ โดยระงับเงินสนับสนุนสมัครใจทั้งหมดที่เคยให้ CEDAW ทันที

    เหตุผล? CEDAW แนะนำให้ญี่ปุ่น
    “ทบทวนกฎหมายราชวงศ์”
    เพื่อเปิดทางให้ผู้หญิงในราชวงศ์ขึ้นเป็นจักรพรรดินีได้ ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นมองว่าเป็นการ “แทรกแซงวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ชาติ” อย่างไม่เหมาะสม

    ญี่ปุ่นในยุคนี้ (หลังการขึ้นสู่อำนาจของผู้นำหญิงสายแข็งกร้าว) แสดงท่าทีชัดเจนว่า
    “ราชบัลลังก์จักรพรรดิเป็นเรื่องภายในของชาติญี่ปุ่น ไม่ใช่ประเด็นสิทธิสตรีสากล และยิ่งไม่ใช่เรื่องที่องค์กรระหว่างประเทศจะมาวินิจฉัย”

    โฆษกรัฐบาล (ในที่นี้คือตัวแทนของนายกฯ หญิง) กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า
    > “ญี่ปุ่นเคารพพันธกรณีระหว่างประเทศ แต่การสืบราชบัลลังก์ไม่ใช่ ‘สิทธิพื้นฐานของมนุษย์’ และไม่ใช่เรื่องที่ CEDAW จะมาสั่งสอนได้ เราจะไม่ยอมให้ใครมาบงการอัตลักษณ์ของชาติ”

    การระงับเงินสนับสนุน (ประมาณ 20–30 ล้านเยนต่อปี) จึงไม่ใช่แค่การประท้วง แต่เป็นสัญญาณชัดเจนว่า
    - ญี่ปุ่นยุคใหม่จะไม่ยอมให้ “องค์กรโลก” มาแทรกแซงประเพณีและสถาบันหลักของชาติ
    - แม้จะเป็นผู้หญิงที่เป็นนายกรัฐมนตรี แต่จุดยืนเรื่องราชวงศ์ยังคงแข็งกร้าวแบบอนุรักษนิยมเต็มขั้น
    - เงินจำนวนนี้ “น้อยนิด” ในงบประมาณ แต่การตัดออกเป็นการ “ส่งข้อความ” ทางการเมืองที่ดังและชัดเจน

    ทั้งนี้ การตัดสินใจครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามจากกลุ่มอนุรักษนิยมและประชาชนส่วนใหญ่ที่ยังยึดมั่นในระบบสืบราชบัลลังก์สายชาย (สำรวจล่าสุดพบกว่า 60–70% ไม่เห็นด้วยกับจักรพรรดินี) ทำให้รัฐบาลหญิงคนนี้ยิ่งมีพลังในการยืนกรานจุดยืนนี้

    ญี่ปุ่นยุคนายกหญิงไม่ได้อ่อนข้อกับข้อเรียกร้องจากองค์กรสหประชาชาติ แต่เลือกตอบโต้ด้วยการ “ตัดงบ” และยืนยันชัดว่า
    “ราชบัลลังก์เป็นของเรา ชาวญี่ปุ่นเท่านั้นที่ตัดสินใจได้ คุณไม่เกี่ยว”

    นี่ไม่ใช่แค่การปกป้องประเพณี แต่เป็นการแสดงออกถึงความแข็งกร้าวและความมั่นใจในอัตลักษณ์ชาติที่เพิ่มสูงขึ้นในยุคปัจจุบัน

    25 กุมภาพันธ์ 2569 : คัดข่าว / หาดใหญ่

    ที่มา : Kyodo News,Asahi Shimbun,The Japan Times,NHK,UN OHCHR,CEDAW Official Documents,Mainichi Shimbun,Nikkei

    #Japan #ImperialSuccession #CEDAW #GenderEquality #JapanesePolitics

    https://www.facebook.com/share/1Dk1TimsxL/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,223
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “สีหศักดิ์“ ตีแสกหน้าเขมร!!
    แจง ภาพ พร้อมหลักฐาน ฟ้อง UNESCO ทหารกัมพูชา ใช้ ปราสาทเขาพระวิหาร มรดกโลก เป็นฐานทหาร ที่ตั้งอาวุธ โจมตีไทย
    ชี้ มันจะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าเขมรไม่ใช้ปราสาทเป็นที่ตั้งทางทหาร
    เผย UNESCO สนใจแต่ว่า จะซ่อมแซมปราสาท
    ส่วนสาเหตุเขาไม่ค่อยสนใจ ในเรื่องการสู้รบ เพราะต้องการเป็นกลาง
    พร้อม ขอ ขึ้นทะเบียน “ชุดไทย” เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อUNESCO ในปี 2569

    ——
    ขณะที่ฝ่าย ทหารไทย ได้ชี้แจงก้อนหน้านี้ ว่า ไทยไม่มีเป้าหมายโจมตี ตัวปราสาท แต่ทำลายที่ตั้งทางทหารเขมร ข้างปราสาทเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยของประชาชนคนไทยและทหารไทย
    ——

    นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือทวิภาคี กับนาย Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ที่สำนักงานใหญ่ยูเนสโก ในโอกาสที่รัฐมนตรีฯ เดินทางเยือนกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยเป็นการพบกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกภายหลังทั้งสองฝ่ายเข้ารับตำแหน่ง

    โดย H.E. Mr. Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz, Director-General of the United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization (UNESCO) ผู้อำนวยการใหญ่ฯ เพิ่งรับตำแหน่ง พร้อมทั้งเชิญเยือนไทยอย่างเป็นทางการ และแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบต่อระบบพหุภาคี ตลอดจนแนวทางการบริหารและปฏิรูปองค์กรของยูเนสโก

    ที่สำคัญ นายสีหศักดิ์ ได้ชี้แจงพัฒนาการสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา

    โดยเฉพาะเรื่องปราสาทเขาพระวิหารที่เสียหายจากการสู้รบ เนื่องจาก ก่อนหน้านี้ทางกัมพูชาได้ทำรายงานถึงยูเนสโกอ้างว่าเสียหายเพราะถูกฝ่ายไทยยิ่งโจมตี

    นอกจากนี้ หารือการเสนอขึ้นทะเบียน “ชุดไทย” เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อยูเนสโกในปี 2569

    ขณะที่ฝ่ายยูเนสโกได้แลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบายและวิสัยทัศน์การบริหารองค์กร

    พร้อมสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา

    นาย สีหศักดิ์ ได้ใช้โอกาสชี้แจงสถานการณ์ให้ฝ่ายยูเนสโกได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านด้วย

    ไทยเข้าเป็นสมาชิกยูเนสโกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2492 และมีบทบาทอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคของยูเนสโกในไทย เมื่อปี 2504 ทั้งนี้ ไทยมีแหล่งมรดกโลก 8 แหล่ง และรายการมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ 6 รายการ สะท้อนความร่วมมือที่เข้มแข็งและความมุ่งมั่นของไทยในการอนุรักษ์และส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมในเวทีพหุภาคีอย่างต่อเนื่อง

    #UNESCO
    #worldheritagesite
    https://www.facebook.com/share/1Appzc7bvf/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,223
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหภาพยุโรป (EU) มีมติจับ "เวียดนาม" และ "หมู่เกาะเติกส์และเคคอส" เข้าสู่บัญชีดำประเทศและดินแดนที่ไม่ให้ความร่วมมือด้านภาษีอย่างเป็นทางการ พร้อมไฟเขียวถอดชื่อ ฟิจิ ซามัว และตรินิแดดและโตเบโก ออกจากแบล็กลิสต์หลังผ่านมาตรฐานสากล

    ในการประชุมเมื่อวันสัปดาห์ที่ผ่านมา สหภาพยุโรปได้ประกาศปรับปรุงรายชื่อประเทศและดินแดนที่ไม่ให้ความร่วมมือด้านภาษี (Tax Blacklist) โดยในรอบนี้มีมติให้ถอดชื่อ ฟิจิ ซามัว และตรินิแดดและโตเบโก ออกจากรายชื่อดังกล่าว โดยคณะมนตรียุโรป (European Council) ระบุว่า ปัจจุบันทั้งสามประเทศได้ปรับปรุงการดำเนินงานจนสอดคล้องกับมาตรฐานด้านภาษีระหว่างประเทศตามที่ได้ตกลงกันไว้ทั้งหมดแล้ว

    การปรับปรุงรายชื่อล่าสุด ส่งผลให้ปัจจุบันมีเขตอำนาจศาล (Jurisdictions) จำนวน 10 แห่งที่ติดอยู่ในบัญชีดำของ EU ประกอบด้วย:

    1. อเมริกันซามัว (American Samoa)
    2. แองกวิลลา (Anguilla)
    3. กวม (Guam)
    4. ปาเลา (Palau)
    5. ปานามา (Panama)
    6. รัสเซีย (Russia)
    7. หมู่เกาะเติกส์และเคคอส (Turks and Caicos Islands)
    8. หมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐอเมริกา (US Virgin Islands)
    9. วานูอาตู (Vanuatu)
    10. เวียดนาม (Vietnam)

    สำหรับกรณีของเวียดนาม การถูกนำชื่อเข้าสู่บัญชีดำมีขึ้นหลังจากที่ OECD Global Forum ตรวจสอบพบว่า เวียดนามยังไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่จำเป็นในเรื่อง "การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีเมื่อมีการร้องขอ" (Exchange of tax information upon request)

    ทั้งนี้ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เวียดนามเพิ่งถูกถอดออกจาก "บัญชีสีเทา" (Grey List) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ให้คำมั่นว่าจะปฏิรูประบบภาษีของตน แต่สถานการณ์ล่าสุดกลับทำให้เวียดนามหลุดเข้ามาอยู่ในบัญชีดำแทน

    อนึ่ง บัญชีดำด้านภาษีของสหภาพยุโรป (EU Tax Blacklist) ถูกจัดทำขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2017 เพื่อเป็นมาตรการจัดการกับปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษีและการฟอกเงินระดับสากล โดยจะมีการทบทวนและอัปเดตรายชื่อเป็นประจำปีละ 2 ครั้ง

    #TheStructure
    #TheStructureNews
    #สหภาพยุโรป #เวียดนาม #การค้าระหว่างประเทศ

    https://www.facebook.com/share/1CRirHeKr2/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,223
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “ถาวร เสนเนียม” จี้ ป.ป.ง.สอบเส้นเงิน “Spectre C” โยง กก.บห. พรรคประชาชน หรือไม่ เชื่อหลักฐานถึงตัว
    .
    17 กุมภาพันธ์ 2569 – นายถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณีการตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างบริษัท Spectre C กับพรรคประชาชน โดยเรียกร้องให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) และหน่วยงานด้านความมั่นคง เร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด ว่ามีความเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการบริหารพรรคหรือบุคคลใกล้ชิดหรือไม่
    .
    นายถาวร ระบุว่า ประเด็นสำคัญต้องพิจารณาตั้งแต่วัตถุประสงค์การจัดตั้งบริษัท โครงสร้างผู้ถือหุ้น และการดำเนินกิจกรรมของบริษัทว่าเข้าข่ายสนับสนุนหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำที่อาจผิดกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีการใช้ “นอมินี” หรือบุคคลอื่นถือหุ้นแทน เพื่ออำพรางตัวผู้มีอำนาจตัวจริงที่อยู่เบื้องหลัง
    .
    เขาเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ง. สภาความมั่นคงแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และหน่วยงานข่าวกรอง เข้าตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินลงทุน การถือหุ้น และสถานที่ตั้งบริษัท ว่ามีลักษณะเอื้อให้เกิดการประสานงานใกล้ชิดกับพรรคการเมืองหรือไม่ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าหากพบความเชื่อมโยง ก็อาจสะท้อนถึงบทบาทของกรรมการบริหารพรรคบางราย
    .
    ตั้งข้อสังเกตสอดคล้องวัตถุประสงค์บริษัท–พรรค
    .
    นายถาวร กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินการของบริษัทและทิศทางการสื่อสารทางการเมืองของพรรคดังกล่าวมีลักษณะ “ไปในทิศทางเดียวกัน” ซึ่งควรเป็นประเด็นให้ตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในช่วงที่พรรคกำลังเผชิญคดีสำคัญทางการเมืองที่อยู่ระหว่างการพิจารณา
    .
    เมื่อถูกถามว่ากรณีนี้เข้าข่ายผิดกฎหมายแล้วหรือไม่ นายถาวร ตอบว่า ขณะนี้ยังต้องอาศัยพยานหลักฐานเพิ่มเติม แต่การตรวจสอบเส้นทางการเงินถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะที่ผ่านมาเคยมีกรณีที่การสนับสนุนทางการเงินนำไปสู่การยุบพรรคการเมืองได้ หากพิสูจน์ได้ว่ามีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมือง
    .
    นายถาวร ยังกล่าวด้วยว่า การกระทำที่เป็นการ “เซาะกร่อนบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” อาจเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะผ่านกลไกด้านข้อมูลข่าวสารหรือปฏิบัติการทางออนไลน์ จึงควรมีการติดตามตรวจสอบอย่างรอบด้าน
    .
    ทั้งนี้ จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีคำชี้แจงอย่างเป็นทางการจากบริษัท Spectre C หรือพรรคประชาชนต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว ขณะที่ประเด็นยังอยู่ในขั้นตอนการตั้งข้อสังเกตและเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบต่อไป

    https://www.facebook.com/share/1GPjLs664e/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,223
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ยอมรับระหว่างให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีเมื่อวันพุธ(25ก.พ.) ศูนย์สแกมทั้งหลายกำลังทำลายเศรษฐกิจของประเทศ และก่อชื่อเสียงแย่ๆแก่ประเทศ อย่างไรก็ตามเขาตอบโต้คำกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลเขมรสมรู้ร่วมคิดกับอาชญากรรมระดับโลกดังกล่าว

    กัมพูชากลายมาเป็นจุดรวมตัวของแก๊งอาชญากรรม ที่ควบคุมอุตสาหกรรมฉ้อโกงมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งพบเห็นพวกสแกมเมอร์ล่อลวงผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลก ให้ตกเป็นเหยื่อความสัมพันธ์รักใคร่แบบหลอกๆ รวมไปถึงการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี

    "เครือข่ายสแกม ที่เราเรียกว่าเศรษฐกิจนอกระบบ กำลังทำลายเศรษฐกิจที่โปร่งใสและยุติธรรมของเรา และนำมาซึ่งชื่อเสียงแย่ๆแก่กัมพูชา" ฮุน มาเนต บอกกับเอเอฟพี พร้อมบอกว่ามันกำลังทำร้ายการท่องเที่ยวและการลงทุน "นี่คือเหตุผลว่า ทำไมเราถึงจำเป็นต้องชำระล้างกำจัดมันออกไป"

    การปราปรามได้นำมาซึ่งการจับกุมผู้ต้องสงสัยหลายพันคน เอเอฟพีอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่รัฐบาล และเมื่อเร็วๆนี้ได้มีการส่งตัวอดีตที่ปรึกษาระดับสูงของผู้นำกัมพูชา ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนไปยังจีน อย่างไรก็ตามพวกผู้เชี่ยวชาญบางส่วน ตั้งคำถามเกี่ยวกับความจริงจังในความพยายามดังกล่าว โดยชี้ถึงคำกล่าวอ้างที่ว่ามีความเชื่อมโยงกันระหว่างพวกเจ้าหน้าที่กัมพูชากับเครือข่ายไซเบอร์สแกม

    ฮุน มาเนต ซึ่งก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกัมพูชา แทน ฮุน เซน บิดาของเขา ในปี 2023 ยอมรับว่าอาชญากรรมดังกล่าวช่วยส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางอย่างในทางอ้อม และมอบตำแหน่งงานภายในประเทศ แต่ปฏิเสธว่ากัมพูชาไม่ได้กอบโกยผลประโยชน์จากอาชญากรรมนี้

    "ใช่ ศูนย์สแกม อาจก่อผลลัพธ์โดยตรงบางอย่างต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ ต่อการลงทุนบางอย่าง การก่อสร้าง การซื้อ แนวทางการสร้างศูนย์ต่างๆ" เขากล่าว "แต่กระบวนการทั้งหมดไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลกัมพูชา" นายกรัฐมนตรีกัมพูชาระบุ

    กัมพูชา เป็นที่ตั้งของศูนย์สแกมหลายสิบแห่ง และมีคนงานประมาณ 100,000 คน จำนวนมากเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ ที่ถูกล่อลวงบังคับขู่เข็ญให้กระทำผิดฉ้อโกงทางออนไลน์

    รายงานฉบับหนึ่งเมื่อปี 2024 ของสถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าผลตอบแทนของสแกมไซเบอร์กัมพูชา สูงทะลุ 12,500 ล้านดอลลาร์ต่อปี หรือราวครึ่งหนึ่งของจีดีพีอย่างเป็นทางการของประเทศ แต่ ฮุน มาเนต ยืนกรานว่าเศราฐกิจกัมพูชาไม่ได้พึ่งพาสแกม "ผู้คนมากมายพูดว่า จีดีพีกัมพูชาพึ่งพาสแกม ไม่ เราพุ่งพาเศรษฐกิจบริสุทธิ์ อย่างเช่นการท่องเที่ยว การผลิตและอื่นๆ"

    พวกปฏิบัติการสแกมมาจากประเทศต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บางส่วนดำเนินการด้วยความสมัครใจ แต่จำนวนมากเป็นชาวต่างชาติที่ถูกล่อลวงมาก และโดนบังคับให้ทำงานภายใต้คำขู่ทรมาน

    เมื่อปีที่แล้ว ได้มีการปราบปรามขนานใหญ่ที่ผลักดันโดยจีน ประเทศที่มีอิทธิพลสูงลิ่วทั้งทางเศรษฐกิจและทางการทูตในภูมิภาค ปฏิบัติการดังกล่าวพบเห็นคนงานสแกมหลายหมื่นคนถูกปล่อยตัวออกมาจากศูนย์สแกมทั้งหลายทั้งในพม่าและกัมพูชา และส่งตัวกลับประเทศ จำนวนมากในนั้นถูกส่งตัวกลับไปยังจีน

    ความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่สุดจนถึงตอนนี้ เกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคม ครั้งที่มีการจับกุม เฉิน จื้อ มหาเศรษฐีสัญชาติกัมพูชาที่เกิดในจีน ในกัมพูชา พร้อมกับมีการส่งตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนไปยังจีน

    ก่อนหน้าการจับกุม เฉิน ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีโดยพวกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯในเดือนธันวาคม และดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของทั้ง ฮุน มาเนต และ ฮุนเซน

    "ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นหัวหน้าแก๊ง" ฮุน มาเนต กล่าวอ้างกับเอเอฟพี ในบรัสเซลส์ ดินแดนที่เขาแวะเยี่ยมเยือน ส่วนหนึ่งในการเดินทางเยือนนานาชาติ เพื่อขอแรงสนับสนุนทางการทูต ท่ามกลางความขัดแย้งด้านชายแดนกับไทย

    ฮุน มาเนต อ้างว่าการตรวจสอบภูมิหลังของ เฉิน จื้อ ไม่พบสัญญาณความน่ากังวลใดๆ เน้นว่ากลุ่มธุรกิจปรินซ์กรุ๊ปของเฉิน จื้อ ซึ่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯบอกว่าถูกใช้ปกป้องอาณาจักรฉ้อโกงไซเบอร์อันมโหฬาร ก็เข้าไปประกอบกิจการในมากมายหลายประเทศ ในนั้นรวมถึงสหราชอาณาจักร

    อัยการสหรัฐฯเผยก่อนหน้านี้ว่า นับตั้งแต่ปี 2025 ปรินซ์กรุ๊ป ปฏิบัติการธุรกิจในประเทศต่างๆมากกว่า 30 ชาติทั่วโลก ภายใต้หน้าหากของธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายต่างๆนานา ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ บริการด้านการเงินและธุรกิจอุปโภคบริโภค

    ฮุน มาเนต ชี้แจงว่า ก่อนหน้าที่ เฉิน จื้อ จะถูกกล่าวหา สำหรับกัมพูชาแล้ว เขาเป็นเพียงนักธุรกิจ ที่มีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจ "ไม่ว่าจะกิจกรรมใดก็ตาม เราไม่รู้เลย" นายกรัฐมนตรีกัมพูชากล่าว พร้อมอ้างว่าพวกเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการในทันที ครั้งที่ทราบเกี่ยวกับคำกล่าวหามีการกระทำผิด

    (ที่มา:เอเอฟพี)

    https://www.facebook.com/share/p/18TG4EbhYA/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,223
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Feb 26, 2026 เอไอกวาด! หนึ่งในสี่ยักษ์ธนาคารออสเตรเลียปลดพนักงาน 300 คน ลงทุนกว่า 2,700 ล้านบาท ดันเอไอเข้าทำงานแทนคน

    ธนาคารคอมมอนเวลธ์ แบงก์ ออสเตรเลีย ซึ่งมีขนาดเป็นหนึ่งในสี่ธนาคารใหญ่ที่สุดในประเทศออสเตรเลียเปิดเผยว่าเตรียมปลดพนักงานธนาคาร 300 คน สำหรับพนักงานที่เข้าข่ายจะถูกปลดออกในครั้งนี้อยู่ในสายงานทรัพยากรบุคคล สายงานบริการลูกค้าประเภทสถาบัน และสายงานบริการลูกค้าประเภทรายย่อย

    สาเหตุจากธนาคารได้มีการลงทุน 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 2700 ล้านบาทในการพัฒนา และนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอเข้ามาปรับใช้การทำงานภายในธนาคารในอนาคต

    ในขณะเดียวกัน ธนาคารได้เสนอโครงการการฝึกอบรมความชำนาญงานในอนาคต ซึ่งเป็นโครงการที่มีระยะเวลา 3 ปีให้กับพนักงานที่ตัดสินใจจะปรับตัวเข้ากับโครงสร้างองค์กรของธนาคารในยุคการใช้เอไอต่อไป

    #เอไอ #ปัญญาประดิษฐ์ #ธนาคาร #ตกงาน #ปลดพนักงาน #เศรษฐกิจ #BTimes
    https://www.facebook.com/share/1bPSUoupxy/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,223
    ค่าพลัง:
    +97,153
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,223
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เปิดหลักฐาน UN ตอกหน้าเหมร ค่ายอพยพหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว คือ "แผ่นดินไทย"
    FB_IMG_1772240738536.jpg
    กลายเป็นประเด็นร้อนที่ชาวกัมพูชาพยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์เพื่อ "ฮุบดินแดน" บริเวณ บ้านหนองจาน และ หนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว โดยอ้างว่าพื้นที่เหล่านี้เป็นของตน แต่ความจริงนั้นมีหลักฐานที่ระบุชัดเจนว่า พื้นที่เหล่านี้คืออธิปไตยของประเทศไทย ซึ่งไทยเคยหยิบยื่นความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้แก่เพื่อนบ้านในยามยากลำบากเท่านั้น
    .
    1. แผนที่ UN และ UNHCR ไม่เคยโกหก
    ตามรายงานและแผนที่ของ UNHCR (ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ) และ UNBRO ในยุคทศวรรษ 1980 ระบุตำแหน่งของค่ายอพยพ "แคมป์ 511" (หนองจาน) ไว้อย่างชัดเจนว่าตั้งอยู่ในเขตแดนไทย
    .
    หลักฐาน: สระน้ำขนาดใหญ่ (UN Pond) ที่องค์กรระหว่างประเทศขุดไว้ให้ผู้อพยพใช้ ตั้งอยู่ในเขตบ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ซึ่งเอกสารทุกฉบับระบุว่าเป็นจุดพักพิงชั่วคราวบน "แผ่นดินไทย"
    .
    ความจริง: หากเป็นที่ดินกัมพูชาแต่แรก ไทยจะไม่มีสิทธิ์อนุญาตให้ UN เข้ามาตั้งศูนย์พักพิงในเขตอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลไทยได้เลย
    .
    2. ประวัติศาสตร์ "ไทยใจดี" แต่กลับถูก พี่เนร
    ในช่วงปี 2522-2526 ที่กัมพูชาหนีตุยจากสงคราม ประเทศไทยได้เปิดประตูรับชาวเขมรนับหมื่นคนให้มาพักพิงที่ หนองจาน และ หนองหญ้าแก้ว
    .
    ไทยใช้หลักมนุษยธรรมดูแลทั้งข้าวปลาอาหารและที่พึ่งพิง แต่เมื่อสงครามจบลง ผู้อพยพบางส่วนกลับไม่ยอมย้ายออก และเริ่มทำการตั้งถิ่นฐานรุกคืบจนเกิดเป็นหมู่บ้าน (Prey Chan) ขึ้นมาในภายหลัง
    .
    การที่กัมพูชาเอาภาพหมู่บ้านที่เกิดจากการ "บุกรุก" มาอ้างสิทธิ์เหนือน่านน้ำและน่านดินไทย จึงเป็นการกระทำที่บิดเบือนความจริงอย่างรุนแรง
    .
    ⚖️ 3. หลักเขต 46 และ 47: เส้นแบ่งอธิปไตยที่ชัดเจน
    ตามอนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907 เส้นเขตแดนบริเวณนี้ถูกลากเป็นเส้นตรงระหว่าง หลักเขตที่ 46 ถึง 47
    .
    เจ้าหน้าที่ไทยตรวจสอบพบเสมอ ฝั่งกัมพูชาพยายามขยายชุมชนและปักธงชาติในเขตที่ยังไม่ได้มีการปักปันเขตแดนที่สมบูรณ์ หรือแม้กระทั่งในเขตที่ชัดเจนว่าเป็นแผ่นดินไทย
    .
    การที่ไทยต้องล้อมรั้วลวดหนามตั้งตู้คอนเทรนเนอร์และคัดค้านการตั้งสำนักงานบริหารของกัมพูชาในพื้นที่นี้ คือการ "รักษาสิทธิเหนืออธิปไตย" ไม่ใช่การละเมิดดินแดนผู้อื่น
    .
    หลักฐานจาก UNHCR และสนธิสัญญาสากลยืนยันว่า หนองจานและหนองหญ้าแก้วคือของไทย และประวัติศาสตร์จะไม่ถูกลบเลือนด้วยวาทกรรมที่สร้างขึ้นมาเพื่อปลุกปั่นกระแสชาตินิยมในปัจจุบัน!
    .
    #คืนความเป็นธรรมให้ประวัติศาสตร์ #หนองจานหนองหญ้าแก้วคือไทย #หยุดเคลม #อธิปไตยไทย #UNHCR #ชายแดนไทยกัมพูชา #สยามดรามาแอดดิก

    https://www.facebook.com/share/p/1DsPptuq5b/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,223
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ผลของการที่อิสราเอลไปแหย่รังต่อหัวเสือ ทั้งที่ตัวเองยังไม่พร้อม!
    .......
    แดงทั้งแผ่นดิน! เหนือสุดจรดใต้สุด!
    FB_IMG_1772271561839.jpg
    รอบนี้ทรัมป์น่าจะหยุดอิหร่านไม่ได้เหมือนรอบก่อนด้วย!

    รอบก่อน มีผู้แสวงบุญอิหร่านในซาอุฯ ติดค้างเยอะ รัฐบาลอิหร่านเลยยอมหยุดยิง เพื่อให้ผู้แสวงบุญกลับบ้านได้ อิสราเอลคงตีความว่าอิหร่านอ่อน

    แต่รอบนี้ อิหร่านคงจะเตะปี๊บโชว์ทั่วตะวันออกกลาง!

    เตือนแล้วนะ!! (เสียงเชฟป้อม)

    https://www.facebook.com/share/p/1AStnkCB1m/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,223
    ค่าพลัง:
    +97,153
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,223
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นายกรัฐมนตรีเลบานอนโพสต์จะไม่ยอมให้ถูกลากเข้าสู่สงคราม
    .

    นายกรัฐมนตรี นาวาฟ ซาลาม ของเลบานอนเผยว่า เขาจะไม่ยอมให้ใครก็ตามลาก “ประเทศเข้าสู่การผจญภัยที่คุกคามความมั่นคงและเอกภาพของประเทศ” ซึ่งดูเหมือนจะเป็นข้อความทางอ้อมถึงกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ไม่ให้แทรกแซงเพื่อสนับสนุนอิหร่าน
    .

    “จากสถานการณ์อันตรายที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาค ผมขอย้ำคำอ้อนวอนของผมต่อชาวเลบานอนทุกคนให้ใช้สติปัญญาและความรักชาติ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของเลบานอนและประชาชนชาวเลบานอนเหนือสิ่งอื่นใด” ซาลามระบุใน X
    .

    “ผมขอยืนยันอีกครั้งว่าเราจะไม่ยอมให้ใครก็ตามลากประเทศเข้าสู่การผจญภัยที่คุกคามความมั่นคงและเอกภาพของประเทศ”
    .

    Photo by HUSSEIN BAYDOUN / MOFA / FACTSTORY
    .

    #สหรัฐ #อิสราเอล #อิหร่าน #Iran #OperationEpicFury #WORLD #SPACEBAR
    https://www.facebook.com/share/18MEjrTPrL/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,223
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ย้ำ‼️ครั้งนี้ไม่เหมือน มิ.ย. 2025 สงคราม 12 วันนั้นแน่! ไม่เหมือนเด็ดขาด! เพราะมันยิงถล่มเมืองแล้ว *** ไม่ใช่เจาะจง "จำกัดวง" ที่ฐานนิวเคลียร์หรือฐานทัพของอิหร่าน⚠️⚠️⚠️ และ โอ๊ย! ล่าสุดข่าวว่า ยิงเกาะ "คาร์ก" ซึ่งมันใช้เป็นท่าส่งออกหลักของ "น้ำมัน" อิหร่านนนนนบ้าาาาาาาาา
    ยุ่งนะ! ครั้งก่อนคือไม่แตะต้อง ไม่มีให้ "น้ำมัน" อิหร่านเคืองระคายได้แม้แต่นิด
    แต่ถ้าครั้งนี้ รอยืนยันข่าว ถ้าจริง แบบนี้อิหร่านได้ "บ้าเลือด" และเอาคืนแบบจัดหนักแน่
    อย่าลืม ช่องแคบ "ฮอร์มุซ" มีน้ำมันผ่าน 20 ล้านบาร์เรล/วัน คิดเป็น 1 ใน 3 ของการค้าน้ำมันทางทะเล (ไม่นับท่อ)
    เยอะแค่ไหน ก็คิดง่ายๆ เทียบกับไทย ไทยใช้ราว 1 ล้านบาร์เรล/วัน
    ถ้าอิหร่านเดือด แล้วคลั่งยิงเรือน้ำมันที่ผ่านตรงนั้น โอ้โห โลกสุ่มเสี่ยง "ขาดแคลน" น้ำมันได้เลย!!!!!

    ถ้าจะบอกว่า "โอเปก" เตรียมรับมือ เตรียมเพิ่มผลิต ... ก็เพิ่มแล้วไงอ่ะ! เพราะ "โอเปก" มันก็อยู่ในอ่าวอาหรับ (อ่าวเปอร์เซีย) เกือบๆ ทั้งนั้นแหละ! ผลิตเพิ่มขึ้น 8 เท่า ก็ส่งออกไม่ได้ ถ้าอิหร่านจะล่อ "ฮอร์มุซ"

    แล้วอิสราเอลและอเมริกายิงบ้านเมืองอิหร่าน อิหร่านก็ต้องโต้ที่บ้านเมือง
    ซึ่งบ้านเมืองยิวนี่แหละ เป็นไปได้สุด ส่วนบ้านเมืองอเมริกา นี่เป็นไปไม่ได้ (หรือเป็นไปได้? หรืออิหร่านไม่ใช่ว่าไม่มีเตรียมไว้?)

    ครั้งก่อน อิหร่านโต้ไปที่ฐานทัพของอเมริกาในกาตาร์ด้วย แล้วครั้งนี้ ที่ไหนดี!!! ซึ่งมันก็ไม่สาแก่ใจอิหร่านแน่
    ก็ย้ำอีกที คราวก่อนอเมริกาทิ้งระเบิดฐานนิวเคลียร์อิหร่าน อิหร่านก็โต้กลับที่ฐานทัพอเมริกา มันก็ถือว่าได้
    แต่ถ้ายิงบ้านเมืองอิหร่านแบบนี้ ต้องให้อิหร่านโต้ยังไง
    (เพื่อนบ้านก็หนาวๆ ร้อนๆ ไปก่อนล่ะ)

    อะไรยังไม่รู้ล่ะ ล่าสุด ข่าวว่าอิหร่านระดมยิงมิสไซล์กระหน่ำไปที่อิสราเอลแล้ว

    ศึกนี้ไม่จบง่าย

    และคล้ายว่าอเมริกาและอิสราเอลต้องมีความมั่นใจ เหมือนว่า มิ.ย. 2025 คือหยั่งมาแล้ว รู้มือแล้ว ฉะนั้น ครั้งนี้เช็กบิล

    ความมั่นใจของอเมริกาและยิวถูกต้องหรือไม่ อิหร่านต้องเป็นผู้ตอบ‼️‼️‼️

    https://www.facebook.com/share/p/18FWhiVrkm/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,223
    ค่าพลัง:
    +97,153
    น้ำมันบรรลัย⚠️สงครามอิหร่านรอบนี้ กระฉูดไม่เหมือนรอบก่อนโว้ยยย!!!!! ครั้งนี้ทัพเรือเมริกาประกาศแล้ว‼️ เตือนเรือและเครื่องบิน "หลีกเลี่ยง" การสัญจรบริเวณที่รบกัน⚠️⚠️⚠️ ไม่รับประกันความปลอดภัย!
    *****ย้ำว่าครั้งก่อนไม่มีเตือนงี้ (ครั้งก่อนล่อเฉพาะทัพอากาศเท่านั้น)

    ปฏิบัติการรบบริเวณ อ่าวอาหรับ (อ่าวเปอร์เซีย) / อ่าวโอมาน / ทางเหนือของทะเลอาหรับ / และและและ ช่องแคบ "ฮอร์มุซ" ‼️‼️‼️‼️‼️
    เฮ้ย
    จบข่าวเลยยยยย

    ฮอร์มุซ มีน้ำมัน 1 ใน 3 ของที่ค้ากันทางทะเล ต้องผ่านตรงนี้
    20 ล้านบาร์เรล/วัน แล้วโลกจะไปเอาจากไหน
    *****ไทยก็นำเข้าน้ำมันดิบราว "ครึ่งหนึ่ง" จากตะวันออกกลาง
    เอาไงล่ะทีนี้?????

    ราคาน้ำมัน ปีนี้ แรงเพราะเรื่องอิหร่านล้วนๆ
    ราคาน้ำมันดิบ ICE Brent (อันเป็น benchmark ตลาดโลก) เปิดปีมาแถว 60 ดอลลาร์/บาร์เรลกว่าๆ
    และล่าสุด วันศุกร์ เหยียบ 73 ดอลลาร์/บาร์เรล
    ซึ่งซึ่งซึ่ง อเมริกาประกาศเหมือน "ปิดฮอร์มุซ" ในทางปฏิบัติกลายๆ แบบนี้ วันจันทร์ราคาจะไปถึงไหน!!!!!!!!!

    มิ.ย. 2025 สงครามอิสราเอล-อิหร่าน (อเมริกาเข้ามาร่วมวงวันท้ายๆ)
    ราคาเพิ่มขึ้น 12 ดอลลาร์/บาร์เรล (+17%)
    ***ถือว่าเพิ่มน้อยมาก น้อยมากมากเมื่อมองว่าเป็นศึกใหญ่ขนาดนี้ เพราะตลาดไม่แตกตื่น มองว่าไม่กระทบน้ำมัน และสงครามจบเร็ว
    ซึ่งตลาดถูกต้อง น้ำมันไม่ถูกแตะต้อง และสงครามจบไม่นาน

    ⚠️⚠️ครั้งนี้ย้ำว่าไม่เหมือนกัน เพราะทัพเรืออเมริกาปักหลักอยู่ตรงนั้น เรือสินค้าที่ไหนจะกล้าผ่านเข้าออกอ่าว
    กระทบน้ำมันแบบเห็นๆ จังๆ!!!

    งั้นเทียบรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งเริ่มรบ 24 ก.พ. 2022
    ช่วงโหมโรงก่อนรบ ที่โลกหวาดเสียว ราคาน้ำมันขึ้นราว 30 ดอลลาร์/บาร์เรล กระทั่งไปเหยียบ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล
    (ครั้งนี้ ตอนโหมโรง ขึ้นมาแล้ว 10 ดอลลาร์/บาร์เรลกว่า)

    และพอรบกันจริง ราคาขึ้นไปอีก 20-30 ดอลลาร์/บาร์เรล
    เพราะตอนนั้นผวากระทบน้ำมัน‼️ เพรารัสเซียผู้ผลิตระดับท้อปของโลก

    คิดแบบเทรดเดอร์ ตอนนั้น risk premium มี 30-40 ดอลลาร์/บาร์เรล

    ‼️‼️‼️‼️‼️สงครามอิหร่านรอบนี้ จะใกล้เคียงสงครามยูเครนแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่แบบ มิ.ย. 2025 ชัวร์!
    ก่อนรบกัน เทรดเดอร์ประเมิน risk premium อาจ 10 ดอลลาร์/บาร์เรล
    แต่ถ้าอเมริกาประกาศ "ปิดฮอร์มุซ" แบบนี้ เกรงว่า 20-30 ดอลลาร์/บาร์เรล อาจไม่พอ

    ราคา ICE Brent ที่ 80 ดอลลาร์/บาร์เรล มีเห็นแน่

    เวลานี้ต้องถามถึง 90 หรือ 100 ดอลลาร์/บาร์เรลแล้ว

    มีเสียว เสียวมาก มากจริงๆ

    อ๊ากกกกก

    (อ้าวจะพิมพ์ถึงทองด้วย แต่ดันเขียนจบซะละ!)

    https://www.facebook.com/share/p/1CBCcdXNSg/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,223
    ค่าพลัง:
    +97,153
    'กัวหรง'กับการฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วยการบั่นทอนพุทธศาสนา

    พระเจ้าโจวซื่อจง (周世宗) หรือกัวหรง (ชื่อเดิมไฉหรง) แห่งราชวงศ์โห้วโจวในยุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร แม้จะครองราชย์ช่วงสั้นๆ แต่เป็นยุคที่ช่วยวางรากฐานการรวมประเทศและฟื้นฟูความกินดีอยู่ดีของประชาชนจนราชวงศ์ต่อมา คือ ซ่ง สามารถสานต่ออุดมการณ์นั้นได้สำเร็จและยุติยุคแผ่นดินแตกที่ยาวนานร้อยกว่าปีได้ กัวหรงจึงได้รับการยกย่องจากราชันยุคหลังๆ อย่างมาก ดังที่สุสานหลวงของกัวหรงมีป้ายศิลาสรรเสริญเป็นจำนวนมาก ที่ราชันยุคต่อๆ มาส่งไปถวายเพื่อแจ้งความสำเร็จของท่านเหล่านั้นต่อจักรพรรดิที่พวกเขายกเป็นแบบอย่าง

    เรื่องของกัวหรงเขียนให้ละเอียดนั้นยาก แต่มีกรณีที่ควรศึกษา 2 เรื่อง คือ การปฏิรูปเศรษฐกิจและการทำลายพุทธศาสนา ทั้งสองเรื่องนี้ดูไม่เกี่ยวกัน แต่เกี่ยวข้องกันอย่างมาก

    การทำลายพุทธศาสนาในยุคศักดินาจีนเกิดขึ้น 4 ครั้งใหญ่ เรียกว่า "สามอู่หนึ่งจง" (三武一宗) คือการทำลายสมัยเป่ยเว่ยไท่อู่ตี้ สมัยเป่ยโจวอู่ตี้ สมัยถังอู่จง และสมัยโห้วโจวซื่อจงหรือสมัยของกัวหรง เรียกว่า "การทำลายพุทธศาสนาในรัชสมัยเสี่ยนเต๋อ" (显德毁佛)

    เพื่อธิบายเรื่องนี้ ผมจะยกบทความมาให้อ่าน ของศาสตราจารย์ กู้หงอี้ (顾宏义) เรื่อง "พระพุทธรูปสำริดองค์ใหญ่แห่งเจิ้นโจว—จักรพรรดิซื่อจงแห่งราชวงศ์โจวทำลายพระพุทธรูป แล้วจักรพรรดิไท่จู่แห่งราชวงศ์ซ่งทรงบูรณะขึ้นใหม่"

    ความดังนี้

    ในสมัยราชวงศ์ถังและซ่ง มีพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่ที่เจิ้นโจว (ปัจจุบันคือเจิ้งติ้ง มณฑลเหอเป่ย) ตำนานเล่าว่า พระพุทธรูปองค์นี้หล่อขึ้นในสมัยจักรพรรดิสุยเหวินตี้แห่งราชวงศ์สุย และสร้างเสร็จสมบูรณ์ในรัชสมัยของจักรพรรดิถังไท่จงแห่งราชวงศ์ถัง กล่าวกันว่าพระพุทธรูปองค์นี้มีพุทธคุณสูง จึงเป็นที่นิยมบูชาอย่างมาก อย่างไรก็ตาม พระพุทธรูปองค์นี้ถูกทำลายลงในรัชสมัยของจักรพรรดิโจวซื่อจงแห่งราชวงศ์โจวตอนปลาย ในยุคห้าราชวงศ์ ตามที่หยางอี้ นักปราชญ์แห่งสำนักฮั่นหลินในรัชสมัยของจักรพรรดิเจิ้นจงแห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ ได้เขียนไว้ในหนังสือ "หยางเหวินกงถานหยวน" 《杨文公谈苑》 ว่า "จักรพรรดิซื่อจงทำลายพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์เพื่อนำไปทำเหรียญ โดยตรัสว่า 'พุทธศาสนาเชื่อว่า ศีรษะ ตา ไขกระดูก และสมอง ล้วนเป็นประโยชน์ต่อสรรพสัตว์ และไม่มีสิ่งใดน่าเสียใจ แล้วทำไมเราจึงควรหวงแหนพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์เล่า?'" พระมหากรุณย์ประติมาแห่งเจิ้นโจว (镇州大悲铜像) ในเจิ้นโจวนั้นทรงพลังมาก เมื่อถูกทำลายลงโดยขวานฟัน จนพระอุระแตก ต่อมา เมื่อจักรพรรดิซื่อจงเสด็จไปยกทัพไปทางเหนือ ก็มีฝีหนองปรากฏขึ้นที่พระอุระของพระองค์ ซึ่งทุกคนต่างกล่าวว่าเป็นผลกรรมที่พระองค์ได้รับ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการรณรงค์ต่อต้านพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาที่เรียกว่า "สามอู่หนึ่งจง" โดยเฉพาะเหตุการณ์ "หนึ่งจง"

    หลังจากพุทธศาสนาเข้ามาในประเทศจีน ก็ได้รับการยอมรับจากผู้คนทุกชนชั้น ส่งผลให้พุทธศาสนาพัฒนาอย่างรวดเร็วและมีอิทธิพลอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งต่อการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และแม้กระทั่งขนบธรรมเนียมทางสังคม อย่างไรก็ตาม จำนวนวัดและภิกษุณีจำนวนมากในภูมิภาคต่างๆ นำไปสู่สถานการณ์ที่โจร อาชญากร และผู้หลีกเลี่ยงการเกณฑ์แรงงานหรือการเกณฑ์ทหารจำนวนมากใช้การบวชเป็นวิธีการต่อต้านรัฐบาล นอกจากนี้ ที่ดินของวัดยังได้รับการยกเว้นค่าเช่าและภาษี ส่งผลให้เกิดการแข่งขันระหว่างวัดและรัฐเพื่อแย่งชิงที่ดินและทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อรายได้ของราชสำนัก เพื่อแก้ไขปัญหานี้ จักรพรรดิซื่อจงแห่งโจวได้ออกพระราชกฤษฎีกาในเดือนพฤษภาคมปีที่สองแห่งรัชสมัยเสี่ยนเต๋อ (ค.ศ. 955) เพื่อจำกัดพุทธศาสนา ควบคุมวัดวาอาราม "ห้ามการบวชภิกษุภิกษุณีโดยพลการ" และสั่งให้ภิกษุภิกษุณีจำนวนมากกลับไปใช้ชีวิตฆราวาส ในเดือนกันยายน พระองค์ทรงสังเกตว่า "ประชาชนใช้จ่ายเงินจำนวนมากไปกับเครื่องใช้และพระพุทธรูป ซึ่งทำให้เงินหมุนเวียนลดลง" จึงทรงออกพระราชกฤษฎีกาสั่งว่า "ยกเว้นของราชการ อาวุธยุทโธปกรณ์ และระฆังวัด กระดึง ฉาบ ฯลฯ ซึ่งเจ้าหน้าที่ในมณฑลสามารถเก็บไว้ได้ เครื่องใช้ทองแดงและพระพุทธรูปอื่นๆ ทั้งหมดในประเทศต้องส่งมอบให้แก่รัฐบาลภายในห้าสิบวัน" เพื่อนำไปผลิตเป็นเหรียญทองแดง ซึ่งตั้งชื่อว่า "เหรียญโจวหยวนทงเป่า" (周元通宝) ตามบันทึกจือจื้อทงเจี้ยน 《资治通鉴》 จักรพรรดิซื่อจงแห่งราชวงศ์โจวเคยตรัสกับข้าราชบริพารว่า "อย่าสงสัยในการทำลายพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ผู้คนทำความดี หากผู้ใดอุทิศตนเพื่อความดี ผู้นั้นก็เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า รูปปั้นทองสัมฤทธิ์นั้นคือพระพุทธเจ้าจริงๆ หรือ? ยิ่งไปกว่านั้น เราได้ยินมาว่าพระพุทธเจ้าทรงอุทิศตนเพื่อประโยชน์ของประชาชน พระองค์จะทรงสละแม้กระทั่งศีรษะและดวงตาเพื่อการกุศล หากร่างกายของเราสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ เราก็จะไม่ลังเลที่จะสละมัน"

    แม้ว่ามาตรการจำกัดพุทธศาสนาและการทำลายพระพุทธรูปเพื่อนำไปทำเหรียญกษาปณ์ของจักรพรรดิโจวซื่อจงจะเป็นประโยชน์ต่อคลังของชาติ แต่ก็เป็นอันตรายต่อผลประโยชน์ของพุทธศาสนาด้วย ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากพุทธศาสนิกชน หยางอี้ (杨亿) ผู้ศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ถึงกับเชื่อมโยงการสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดิซื่อจงกับการกระทำนี้ โดยเรียกมันว่า "การลงโทษ" ในตำรา "หยางเหวินกงถานหยวน" ได้มีการเพิ่มเติมรายละเอียดอื่นๆ ตัวอย่างเช่น นักประวัติศาสตร์สมัยราชวงศ์ซ่งใต้ หลี่เทา (李焘) ได้อ้างอิงข้อความของหยางอี้ในคำอธิบายเกี่ยวกับ "จือจื้อทงเจี้ยนฉบับต่อขยาย" 《续资治通鉴长编》 แต่ประโยคสามประโยคถัดจาก "ต่อมา จักรพรรดิซื่อจงเสด็จไปทำสงครามทางเหนือ" ได้ถูกเปลี่ยนเป็น "จักรพรรดิไท่จู่ (จ้าวควงอิ้น) ทรงทราบเรื่องนี้ ต่อมาในระหว่างการเสด็จไปทำสงครามทางเหนือของจักรพรรดิซื่อจง ฝีหนองปรากฏขึ้นที่พระอุระของพระองค์ และทุกคนต่างกล่าวว่าเป็นการลงโทษ ดังนั้นจักรพรรดิไท่จู่จึงทรงเห็นคุณค่าของพุทธศาสนา" นี่เป็นการยืนยันว่า "การที่จักรพรรดิไท่จู่ทรงให้ความสำคัญกับพระพุทธศาสนา" หลังจากขึ้นครองราชย์นั้น มาจากการที่ทรงได้เห็น "ผลกรรมตามสนอง" นี้ ในช่วงปลายราชวงศ์ซ่งใต้ พระภิกษุจื้อผาน (志磐) ในหนังสือ "ฝอจู่ถ่งจี้" 《佛祖统纪》 เล่มที่ 43 ได้อ้างอิงจาก "หยางเหวินกงถานหยวน" โดยกล่าวว่า "ในตอนแรก เมื่อจักรพรรดิทำลายพระมหาการุณย์ประติมาในเจิ้นโจวกลับมีพลังอำนาจอย่างมาก เมื่อมีการออกพระราชกฤษฎีกา ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ เมื่อได้ยินเช่นนั้น จักรพรรดิจึงเสด็จไปยังวัด ทรงใช้ขวานฟันพระพักตร์และพระอุระ ทำให้ผู้คนรอบข้างหวาดกลัว เมื่อจักรพรรดิเสด็จไปเสด็จทางเหนือ ก็มีฝีขึ้นที่พระอุระ พระองค์จึงรีบเสด็จกลับเมืองหลวงและสวรรคตที่นั่น" นอกจากนี้ พระเนียนฉางแห่งราชวงศ์หยวน ในหนังสือ "ฝอจู่ลี่ไต้ทงไจ้" 《佛祖历代通载》 เล่มที่ 18 ได้อ้างถึง "โอวหยางไว่จ้วน" 《欧阳外传》 ว่า "พระมหาการุณย์ประติมาในเจิ้นโจวถูกทำลายเพื่อนำไปหล่อเหรียญ จักรพรรดิซื่อจงทรงใช้ขวานแทงพระอุระด้วยพระองค์เอง ภายในสี่ปีต่อมา ฝีหนองที่พระอุระก็แตกออก จักรพรรดิ (จักรพรรดิไท่จู่แห่งราชวงศ์ซ่ง) และจักรพรรดิไท่จง (จ้าวกวงอี้) ทรงเห็นเหตุการณ์นี้" บันทึกเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากพระสงฆ์ ซึ่งเน้นย้ำว่าการทำลายพระพุทธรูปสำริดนั้นกระทำโดยจักรพรรดิซื่อจงแห่งราชวงศ์โจวด้วยพระองค์เอง จึงเป็นการตอกย้ำแนวคิดเรื่อง "ผลกรรมตามสนอง"

    นอกจากนี้ ในหนังสือ "สุ้ยโส่วจ๋าลู่"《随手杂录》ของหวังก่ง (王巩) ซึ่งเขียนขึ้นหลังจากหยางอี้เล็กน้อย ระบุว่า “จักรพรรดิโจวซื่อจงทำลายรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ทั่วแผ่นดินเพื่อหาเงิน รูปปั้นในเจิ้นติ้งมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะซ่อมแซมได้ ข้าราชการจึงขอให้ไว้ชีวิต ต่อมาในระหว่างการรุกรานทางเหนือ พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสให้ยิงปืนใหญ่ใส่รูปปั้นนั้น โดนบริเวณหัวนมของพระพุทธรูป แต่ก็ไม่สามารถทำลายได้ ไม่นานหลังจากนั้น จักรพรรดิซื่อจงก็สวรรคตด้วยฝีที่หัวนม” เรื่องราวนี้เห็นได้ชัดว่ามาจากคำบอกเล่า และเพื่อเน้นย้ำถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ จึงละเว้นข้อเท็จจริงที่ว่าพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ “ไม่สามารถทำลายได้” ดังนั้นจึงละเว้นเรื่องราวของจักรพรรดิไท่จู่แห่งราชวงศ์ซ่งที่หล่อพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ขึ้นใหม่ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ค่อยมีใครอ้างถึงโดยคนรุ่นหลัง

    ดังนั้น เรื่องราวที่ว่าจักรพรรดิโจวซื่อจงทรงทำลายพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ในเจิ้นโจวด้วยขวานคมกริบด้วยพระองค์เอง จึงถูกมองว่าเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้โดยคนรุ่นหลังและถูกอ้างถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบบันทึกทางประวัติศาสตร์ เช่น ประวัติศาสตร์ห้าราชวงศ์ฉบับเก่าและใหม่ และจือจื้อทงเจี้ยน เผยให้เห็นว่า ในช่วงหลายปีหลังจากการขึ้นครองราชย์ จักรพรรดิซื่้อจงทรงนำทัพไปหวายหนานสามครั้ง และทำการรบกับชาวชี่ตานอีกหนึ่งครั้ง โดยเดินทัพขึ้นเหนือจากไคเฟิง ใช้เส้นทางตะวันออกของเหอเป่ย และยึดครองสามด่าน แต่พระองค์ไม่เคยเสด็จเยือนเจิ้นโจวเลย เรื่องราวในหนังสือต่างๆ เช่น ถานหยวน ของหยางเหวินกง ล้วนเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น อย่างไรก็ตาม พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ในเจิ้นโจวนั้นถูกทำลายในช่วงห้าราชวงศ์และหล่อขึ้นใหม่ในสมัยราชวงศ์ซ่งตอนต้นจริง

    ในรัชสมัยจิ่งโย่วของจักรพรรดิเหรินจงแห่งราชวงศ์ซ่ง พระภิกษุฮุ่ยเหยี่ยน (僧惠演) แห่งวัดหลงซิ่งในเจิ้นโจวได้เขียน "คำนำการหล่อพระโพธิสัตว์สัมฤทธิ์และการสร้างศาลามหากรุณารัตนวิหาร ณ วัดหลงซิ่งในมณฑลเจิ้นติ้ง" ซึ่งบันทึกเรื่องราวการทำลายและการหล่อใหม่ของพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่ ตามคำนำนั้น มหากรุณาโพธิสัตว์ในเจิ้นโจวถูกทำลายในปลายราชวงศ์โห้วจิ้นในยุคห้าราชวงศ์ เมื่อกองทัพชี่ตานบุกเข้าที่ราบภาคกลาง ยึดครองเจิ้นโจว และเผาทำลายมหากรุณารัตนวิหาร ส่วนบนของพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ภายในศาลาได้รับความเสียหาย: "เดิมทีเป็นพระโพธิสัตว์สัมฤทธิ์เมื่อชี่ตานบุกเข้ามาชายแดน สัมฤทธิ์ถูกเผาทำลาย และส่วนบนของหน้าอกพระโพธิสัตว์ถูกหลอมละลาย" หลังจากกองทัพชี่ตานถอนทัพออกจากเจิ้นโจวและกลับไปทางเหนือ ผู้ศรัทธาในเมืองได้ใช้พระพุทธรูปดินเหนียวครึ่งองค์เพื่อ "ซ่อมแซม" ต่อมาจักรพรรดิซื่อจงทรงมีพระราชดำริให้ทำลายพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ทั่วประเทศเพื่อนำไปหล่อเป็นเหรียญกษาปณ์ โดยส่วนบนของพระโพธิสัตว์ถูกยกขึ้น และส่วนล่างที่เป็นทองสัมฤทธิ์ถูกนำออกไป ต่อมาผู้บริจาคในเมืองได้ "หล่อขึ้นใหม่" ทำให้กลายเป็น "พระพุทธรูปดินเหนียว" ที่สมบูรณ์ ดังนั้น คำกล่าวอ้างของหยางอี้ในหนังสือ "ถานหยวน" ที่ว่าจักรพรรดิซื่อจง "ทรงทุบที่ครึ่งพระองค์ตรงพระอุระด้วยขวานของพระองค์" เมื่อทำลายพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ จึงเป็นเพียงคำบอกเล่าและไม่เป็นความจริง

    ในเดือนยี่ ปีที่สองแห่งรัชสมัยไคเป่าของราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 969) จักรพรรดิไท่จู่แห่งซ่งทรงนำทัพไปปราบอาณาจักรฮั่นเหนือด้วยพระองค์เอง อย่างไรก็ตาม หลังจากปิดล้อมเมืองไท่หยวนเป็นเวลานานโดยไม่ประสบความสำเร็จ พระองค์จึงทรงถอนทัพไปทางตะวันออกโดยสมัครใจในวันที่ 16 ของเดือนที่ห้า ในวันที่ 22 พระองค์เสด็จถึงเมืองเจิ้นโจว และในต้นเดือนที่หก พระองค์เสด็จออกจากเจิ้นโจวกลับสู่เมืองหลวงทางใต้ ระหว่างที่ประทับอยู่ในเจิ้นโจว จักรพรรดิไท่จู่เสด็จไปสักการะพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่วัดต้าเปย ตามคำนำที่เขียนโดยพระภิกษุฮุ่ยเหยี่ยน ในวันที่สามหลังจากเสด็จกลับ จักรพรรดิไท่จู่ทรงสอบถามเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นว่า "พระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ปิดทองวัดต้าเปย (วัดมหากรุณา) ที่เคยประดิษฐานอยู่ที่นี่หายไปไหนแล้ว" เมื่อทราบว่า "ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดต้าเปย นอกกำแพงเมืองด้านตะวันตก" จักรพรรดิจึงเสด็จไปเสด็จที่วัดด้วยพระองค์เองในวันรุ่งขึ้น ทรงลงจากม้าต่อหน้าพระวิหาร และทรงจุดธูปในหอหลัก จากนั้นทรงถามพระภิกษุชั้นสูงในวัดว่า "พระโพธิสัตว์องค์นี้ทำจากทองสัมฤทธิ์หรือดินเหนียว?" พระภิกษุเค่อโจวตอบว่า พระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ได้รับความเสียหายสองครั้งจากชาวชี่ตานและจักรพรรดิซื่อจงแห่งโจว และปัจจุบันเป็น "พระโพธิสัตว์ดินเหนียว" จากนั้นจักรพรรดิไท่จู่ก็ทรงรำลึกว่า “ข้าพเจ้าจำได้ว่าในรัชสมัยเสี่ยนเต๋อ จักรพรรดิซื่อจงทรงปฏิบัติตามคำแนะนำของเหล่าเสนาบดีผู้ใกล้ชิด... ออกพระราชกฤษฎีกาสั่งให้ทำลายรูปหล่อทองสัมฤทธิ์ทั่วประเทศ เพื่อนำไปหล่อเป็นเงินตราสำหรับคลังหลวง ราชวงศ์จิ้นเสื่อมถอย และราชวงศ์เหลียงล่มสลาย... ผู้คนนับหมื่นมารวมตัวกัน บอกกล่าวขอพร และเมื่อเห็นว่าจะประสบความสำเร็จ พวกเขาก็ไม่ได้ทำลายรูปปั้นเหล่านั้น แม้จะมีผลานิสงส์จากพระพุทธรูปนี้ แต่จักรพรรดิก็ยังทรงยืนกรานในพระราชดำรัสของพระองค์โดยไม่หวั่นไหว เมื่อรูปปั้นถูกทำลาย มีคำจารึกบนใบบัวว่า ‘ถูกทำลายเมื่อถึงสมัยเสี่ยนเต๋อ เจริญรุ่งเรืองเมื่อถึงสมัยซ่ง’ นี่ไม่ใช่โชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าหรือ?” ในการรำลึกนี้ “เสี่ยนเต๋อ” หมายถึงรัชสมัยของจักรพรรดิซื่อจงแห่งราชวงศ์โจว และ “ซ่ง” หมายถึงจักรพรรดิไท่จู่แห่งราชวงศ์ซ่ง อย่างไรก็ตาม หลายทศวรรษต่อมา ในรัชสมัยของจักรพรรดิไท่จงแห่งราชวงศ์ซ่ง เถียนซี ผู้ร่างพระราชโองการ ได้รับคำสั่งจากจักรพรรดิให้เขียน "ศิลาจารึกสำหรับการหล่อรูปปั้นและการซ่อมแซมศาลาที่วัดหลงซิ่งในเจิ้นโจว" 《镇州龙兴寺铸像修阁碑》 ซึ่งระบุว่า: "ในรัชสมัยเสี่ยนเต๋อแห่งราชวงศ์โจวตอนปลาย จักรพรรดิซื่อจงทรงเชื่อตามคำแนะนำของเหล่าเสนาบดีว่าอาณาเขตที่พระองค์ทรงปกครองนั้นจำกัดเพียงหนึ่งพันลี้ และภาษีและแรงงานที่เก็บได้นั้นไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนการป้องกันชายแดน เสบียงทางทหารมักจะหมดลง และประชากรก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการในขณะนั้นได้ ดังนั้น พระองค์จึงออกพระราชโองการให้ทำลายรูปปั้นสำริดทั่วทั้งแผ่นดินและหล่อรูปปั้นใหม่เพื่อใช้เป็นเงินตราสำหรับคลังหลวง ราชวงศ์จินกำลังเสื่อมถอย และราชวงศ์เหลียง..." การทำลายล้าง... และมีเพียงรัฐเจิ้น มีเพียงประชาชนเจิ้น นับหมื่นคนมารวมตัวกัน..." มีการบอกกล่าวมารวมตัวกันมากมายนับพัน โดยหวังว่าจักรพรรดิจะทรงหยุดยั้งมันไว้ แม้ว่าพระพุทธรุปจะประทานพรให้ร่ำรวยมั่งคัง แต่จักรพรรดิก็ยังทรงยืนกรานในพระราชดำรัสและปฏิเสธที่จะเปลี่ยนแปลง เมื่อรูปปั้นถูกทำลาย มีคำจารึกอยู่ในใบบัวว่า "ถูกทำลายในสมัยเสี่ยนเต๋อ" นี่ไม่ใช่โชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าหรือ? เป็นที่ชัดเจนว่าสิ่งที่เรียกว่าความทรงจำของจักรพรรดิไท่จู่เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น และคำทำนายในใบบัวไม่ได้มีคำว่า "เจริญรุ่งเรืองเมื่อพบกับราชวงศ์ซ่ง" ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อสรรเสริญจักรพรรดิไท่จู่

    ตามบันทึกระบุว่า เมื่อจักรพรรดิไท่จู่แห่งราชวงศ์ซ่งเสด็จเยือนวัดต้าเปย พระองค์ทรงตัดสินใจเลือกวัดที่กว้างขวางในเมืองเจิ้นโจวเพื่อหล่อรูปปั้นพระอวโลกิเตศวรมหากรุณาโพธิสัตว์สัมฤทธิ์ปิดทอง ในที่สุดพระองค์ทรงเลือกวัดหลงซิ่ง ซึ่งเป็นวัดที่กว้างขวางที่สุดในบรรดาสามวัด เพื่อหล่อรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ปิดทองและสร้างมหากรุณารัตนวิหาร อย่างไรก็ตาม เพียงไม่กี่วันต่อมา จักรพรรดิไท่จู่ก็เสด็จไปยังเปี้ยนจิง (ไคเฟิง) และก็ไม่มีข่าวคราวใดๆ จากพระองค์อีกเลย

    นโยบายหลายอย่างที่จักรพรรดิไท่จู่แห่งราชวงศ์ซ่งทรงนำมาใช้ในเวลานั้น เป็นการสืบทอดมาจากแนวทางปฏิบัติของจักรพรรดิซื่อจงแห่งราชวงศ์โจว อย่างไรก็ตาม ในด้านทัศนคติที่มีต่อพุทธศาสนา พระองค์ทรงแก้ไขนโยบายของจักรพรรดิซื่อจงที่ปราบปรามพุทธศาสนามากเกินไป พระองค์ทรงใช้นโยบายที่ทั้งเคารพพุทธศาสนาและจำกัดอิทธิพลของพุทธศาสนาไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายพุทธศาสนาในการปกครองของพระองค์

    ในช่วงต้นรัชสมัย จักรพรรดิไท่จู่แห่งซ่งทรงดำเนินนโยบายต่อจากจักรพรรดิซื่อจงแห่งโจวตอนปลาย ซึ่งกำหนดให้รวบรวมพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์จากทั่วประเทศและส่งไปยังเมืองหลวงเพื่อหลอมและหล่อเป็นเหรียญและสิ่งของอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ไม่กี่เดือนต่อมา พระองค์ทรงออกพระราชกฤษฎีกาว่า "วัดวาอารามในทุกเมืองและอำเภอที่ถูกทิ้งร้างในปีที่สองของรัชสมัยเสี่ยนเต๋อไม่ควรสร้างใหม่ วัดที่ถูกทิ้งร้างแต่ไม่ทำลายควรได้รับการอนุรักษ์ไว้" พระองค์ยังทรงมีพระราชดำรัสว่า "พระพุทธรูปในวัดที่ถูกทิ้งร้างอาจถูกย้ายไปยังสถานที่เก็บรักษา" ต่อมา วัดบางแห่งได้รับการสร้างใหม่และบูรณะ แต่ "การขาดแคลนทองแดง" ในสังคมซ่งตอนต้นยังคงรุนแรงอยู่ จักรพรรดิไท่จู่แห่งซ่งจึงไม่ได้ออกพระราชกฤษฎีกาในเดือนกรกฎาคม ปีที่ห้าของรัชสมัยเฉียนเต๋อ (ค.ศ. 967) ว่า "พระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ทั้งหมดในทุกเมืองไม่ควรถูกขนส่งไปยังเมืองหลวงเพื่อทำลายอีก" พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า "ห้ามทำลายพระพุทธรูปอีก แต่ควรบูชาในสถานที่เดิม และห้ามหล่อใหม่" ด้วยเหตุนี้ คำสั่ง "ยกเลิกพุทธศาสนา" ที่จักรพรรดิซื่อจงแห่งราชวงศ์โจวตอนปลายทรงประกาศใช้ จึงถูกยกเลิกไปเป็นส่วนใหญ่

    ในขณะเดียวกัน เพื่อแสดงความเคารพต่อพระพุทธศาสนา จักรพรรดิไท่จู่แห่งราชวงศ์ซ่งจึงลงโทษผู้ที่ใส่ร้ายป้ายสีและดูหมิ่นพระพุทธศาสนา ตัวอย่างเช่น บันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุว่า มีนักปราชญ์ชื่อหลี่อ่าย (李霭) จากมณฑลเหอหนาน “ผู้ซึ่งไม่เชื่อในพระพุทธศาสนา เขียนหนังสือหลายพันคำชื่อว่า ‘รวบรวมเพื่อปราบปรางความชั่วร้าย’ และยังรวบรวมคัมภีร์พระพุทธศาสนามาทอเป็นผืนผ้าห่ม พระภิกษุรูปหนึ่งได้ร้องเรียนเรื่องนี้ และผู้ว่าราชการมณฑลเหอหนานได้รายงานเรื่องนี้” ส่งผลให้หลี่อ่าย "ถูกโบยเท้าและเนรเทศไปยังเกาะซาเหมิน” เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในขณะนั้นยังคงย่ำแย่ แม้ว่าจักรพรรดิไท่จู่จะทรงสัญญาว่าจะหล่อพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่ขึ้นใหม่และซ่อมแซมมหากรุณารัตนวิหาร โดยตั้งใจที่จะแสดงให้โลกเห็นถึงพระประสงค์ที่จะ “ปฏิรูปราชวงศ์โจวและสถาปนาราชวงศ์ซ่ง” แต่ค่าใช้จ่ายในการหล่อพระพุทธรูปขึ้นใหม่นั้นมหาศาล และการเงินของราชสำนักยังไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะสนับสนุนได้ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่า จักรพรรดิไท่จู่ "เสด็จกลับเมืองหลวงและหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย"

    เนื่องจากคำสัญญาของจักรพรรดิไม่สามารถเชื่อถือได้ในทันที ผู้ศรัทธาในเจิ้นโจวจึงพยายามด้วยตนเอง ดังนั้น ในเดือนที่หก ปีที่ 4 แห่งรัชสมัยไคเป่า ปาฏิหาริย์จึงเกิดขึ้น คำนำของฮุ่ยเหยี่ยนบันทึกไว้ว่า ในเวลานั้น “เมฆและฝนตกลงมาจากท้องฟ้า และต้นสนหอมมากกว่าพันต้นไถลลงมาจากทางเหนือของภูเขาอู่ไถ พวกมันถูกขวางกั้นด้วยต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งอยู่หน้าแม่น้ำเจี๋ยหลง และถูกพบอยู่ในแม่น้ำ” ข้าราชการและประชาชนในท้องถิ่น “ไม่กล้านำพวกมันไป” และ “รีบนำคำร้องไปทูลจักรพรรดิและตรงไปยังราชสำนักทันที” จักรพรรดิทรงปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง “พระมัญชุศรีโพธิสัตว์แห่งภูเขาอู่ไถได้ส่งต้นไม้ลงมาเพื่อสร้างศาลาสำหรับพระมหากรุณาโพธิสัตว์ในเจิ้นโจว” พระองค์ทรงส่งข้าราชการไปยังวัดหลงซิ่งในเจิ้นโจวเพื่อดูแลการหล่อรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่และการก่อสร้างมหากรุณารัตนวิหารนอกจากนี้ พระองค์ยังสั่งให้ "ส่งคนงานสามพันคนจากเขตการปกครองและอำเภอต่างๆ" ไปหล่อพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ สูง 73 ศอก มี "มือหนึ่งพันข้าง ตาหนึ่งพันดวง และแขนสี่สิบสองข้าง"

    การบูรณะพระพุทธรูปในเจิ้นโจวไม่ใช่เหตุการณ์โดดเดี่ยว คำสรรเสริญที่ได้รับ ซึ่งเปรียบเทียบกับการล่มสลายของราชวงศ์โจวและการปราบดาของราชวงศ์ซ่งนั้น แท้จริงแล้วเกี่ยวข้องกับแรงจูงใจของข้าราชการและนักปราชญ์ในราชวงศ์ซ่งที่ต้องการความชอบธรรมให้กับการยึดอำนาจของจักรพรรดิไท่จู่แห่งซ่ง และการสถาปนาราชวงศ์ซ่ง เป้าหมายของพวกเขาคือ "การปฏิบัติตามพระประสงค์ของสวรรค์และประชาชน ยกเลิกรัชสมัยของราชวงศ์โจว และวางรากฐานของราชวงศ์ซ่ง" ดังนั้น ความเคารพที่จักรพรรดิไท่จู่มีต่อพระพุทธศาสนาจึงถูกขับเคลื่อนด้วยเหตุผลทางการเมืองเป็นหลัก ตามที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ในช่วงต้นปีที่ 5 ของรัชสมัยไคเป่า จักรพรรดิไท่จู่แห่งราชวงศ์ซ่ง “เกรงว่าประชาชนผู้ไร้ความรู้จะทำลายเครื่องมือทางการเกษตรเพื่อขอพร (ด้วยการนำไปหล่อพระ)” จึงได้ออกพระราชกฤษฎีกา “ห้ามหล่อพระพุทธรูปด้วยเหล็ก” โดยระบุว่า “การสร้างเจดีย์และวัดนั้นตั้งอยู่บนหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา การสร้างเครื่องมือทางการเกษตรเป็นสิ่งที่ประชาชนพึ่งพา แต่ประชาชนในโลกนี้กลับหลงผิดและแข่งขันกันหลอกลวงกัน แม้กระทั่งใช้ไถและจอบเพื่อขอพรจากวัด ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองอย่างยิ่งและขัดต่อผลประโยชน์ของประชาชน ต่อจากนี้ไป ในสองเมืองหลวงและทุกจังหวัดและเมือง วัดและอารามต่างๆ ห้ามหล่อพระพุทธรูปด้วยเหล็ก ยกเว้นเพื่อการผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการเกษตร เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างสม่ำเสมอ” ในขณะที่ในช่วงเวลาของ จักรพรรดิซื่อจงแห่งราชวงศ์โจวตอนปลายได้ออกพระราชกฤษฎีกาปิดวัดพุทธกว่า 30,000 แห่ง ทำลายพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ทั้งหมดในประเทศเพื่อนำไปผลิตเหรียญกษาปณ์ และบังคับให้ภิกษุภิกษุณีหลายแสนรูปกลับไปใช้ชีวิตฆราวาส ดังนั้น หลังจากที่ได้ประสบกับนโยบายต่อต้านพุทธศาสนาของราชวงศ์โจวตอนปลายแล้ว ผู้ศรัทธาในพุทธศาสนาจึงมีความคาดหวังสูงต่อจักรพรรดิไท่จู่แห่งราชวงศ์ซ่ง ผู้ซึ่ง "ให้ความสำคัญกับพุทธศาสนา" เป็นอย่างมาก มีข่าวลือมากมายในสังคมว่าจักรพรรดิไท่จู่แห่งราชวงศ์ซ่งมีความใกล้ชิดกับพุทธศาสนาใชีวิตนช่วงต้นของพระองค์ และยังมีตำนานเล่าว่าจักรพรรดิไท่จู่แห่งราชวงศ์ซ่งนั้นแท้จริงแล้วคือการกลับชาติมาเกิดของพระทีปังกรพุทธเจ้า

    ความเชื่อเรื่องพระทีปังกรพุทธเจ้าในประเทศจีนมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ และในช่วงปลายราชวงศ์ถังและยุคห้าราชวงศ์ ความคิดที่ว่าพระทีปังกรพุทธเจ้าเป็นผู้กอบกู้โลกนั้นได้รับความนิยมอย่างมาก ตามบันทึกของราชวงศ์ซ่ง "ชวีเหว่ยจิ้วเหวิน"《曲洧旧闻》เล่ม 1 ระบุว่า: "ในยุคห้าราชวงศ์ ประเทศถูกแบ่งแยกและประสบกับสงครามอย่างต่อเนื่อง พระภิกษุรูปหนึ่ง แม้จะแสร้งทำเป็นบ้า แต่ก็กล่าวคำพูดที่แม่นยำอย่างน่าทึ่งหลายคำ ท่านเคยกล่าวกับผู้คนว่า 'พวกท่านทุกคนปรารถนาสันติสุข แต่ถ้าท่านต้องการสันติสุข ท่านต้องรอให้พระทีปังกรพุทธเจ้าปรากฏตัวในโลก' เมื่อจักรพรรดิไท่จู่รวมประเทศ ทุกคนเชื่อว่าพะรองค์คือพระทีปังกรพุทธเจ้าเป็นการกลับชาติมาเกิดตามคำของพระภิกษุรูปนี้ โดยอ้างอิงจากคำพูดของพระภิกษุรูปนั้น" ดังนั้น การรับสมบัติของจักรพรรดิไท่จู่แห่งราชวงศ์ซ่งจากราชวงศ์โจวตอนปลายจึงถือว่าสอดคล้องกับพระประสงค์ของสวรรค์ และคำทำนาย "ความพินาศบังเกิดในรัชสมัยเสี่ยนเต๋อ ความเจริญรุ่งเรืองบังเกิดในสมัยซ่ง" จึงถูกสลักไว้บนพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ ส่วนจักรพรรดิซื่อจงแห่งโจว ผู้ถูกสาปแช่งโดยชาวพุทธนั้น ก็เป็นไปตามหลักเหตุและผลโดยแท้ พระองค์ "เกิดฝีหนองในอก" จนสวรรคต และประเทศชาติก็ล่มสลาย เรื่องราวที่ดูเหลือเชื่อเช่นนี้ กลับได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เสียด้วยซ้ำ

    **แปลจาก 顾宏义:镇州大铜佛——周世宗毁佛像与宋太祖的重塑 โดย 顾宏义 (华东师范大学古籍所教授) เผยแพร่ใน 澎湃新闻

    Photo - หลินฮุยอิน (林徽因) ภรรยาของเหลียงซือเฉิง สองนักประวัติศาสตร์ศิลป์ผู้ช่วยกอบกู้โบราณสถานสำคัญของจีน ถ่ายกับหลวงพ่อโต หรือพระเหล็ก วัดหลิงเหยียน (灵岩寺) เมืองเฝินหยาง มณฑลซานซี เมื่อปี 1934 ในตอนนั้นวัดหลิงเหยียนปรักหักพังหมดแล้ว เหลือแต่พระเหล็กสมัยราชวงศ์หมิง พระศอค้อมหักลง ปัจจุบัน พระเหล็กองค์โตหายไปแล้ว เล่ากันว่าถูกหลอมเป็นกระสุนปืนในช่วงสงครามต่อต้านญี่ปุ่น ไม่กี่ปีหลังจากหลินฮุยอินเดินทางไปพบ แต่ไม่มีการยืนยันแน่ชัด ภาพนี้เป็นภาพระดับไอค่อนของวงการประวัติศาสตร์ศิลป์จีน

    https://www.facebook.com/share/p/1FZFiEx4Hv/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,223
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ปฏิบัติการ "มหากาพย์พิโรธ" Epic Fury แห่งทัพอเมริกา
    ชัด ไม่มีกั๊ก ทรัมป์ประกาศ "ล้มล้างระบอบ" ฉะนั้น พึงเข้าใจ ครั้งนี้ผิดแผกกับ มิ.ย. 2025 ยิ่งนัก ครานั้นปฏิบัติการ "ค้อน(ข้ามรัตติกาล)พิฆาต" Midnight Hammer ทรัมป์ลั่นเพียงประสงค์ขจัดภัยนิวเคลียร์
    ยุทธการจึงเป็นการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด ถล่มฐานนิวเคลียร์แดนเปอร์เซีย
    เก็บกวาดเพิ่มเติมในจุดที่ทัพอิสราเอลไม่สามารถกระทำได้ครบถ้วน

    ครานี้ ต่าง!!!!!

    ครานี้ ไม่มีคำว่า "จำกัดวง"
    ทว่าคือ MAJOR COMBAT OPERATIONS
    ก็ "เมเจอร์" น่ะ คำนี้กระแทกเต็ม ระดับรัชโยธินเลยมั้ยล่ะมึง! (ขออภัย มีคำไม่สุภาพ)
    การสู้รบที่เต็มพิกัด

    คำว่า REGIME CHANGE คือสิ่งที่อเมริกาปรารถนามาตลอด
    ต้องการให้หวนสู่ระบอบภายใต้อุ้งมืออเมริกา
    ปี 1979 อิหม่ามโคมัยนี ปฏิวัติอิสลาม โค่นล้มพระเจ้าชาห์ผู้อยู่ในคาถาของอเมริกา
    ปี 2026 ถึงเวลาหรือยัง ที่อเมริกาจะกระชากกลับ
    ทรัมป์ไม่มีเม้ม
    ประกาศเป้าหมาย All I want is freedom for the people
    "ปลดแอก" ประชาชนอิหร่าน สู่เสรีภาพ

    การโจมตีวันนี้ ข่าวว่ามุ่งไปที่กำจัดเหล่าผู้นำของอิหร่าน ซึ่งยังมิรู้ว่าสำเร็จหรือล้มเหลวเยี่ยงไร
    ยังมีชีวิตรอดสืบไปทุกผู้คนหรือไม่

    หากไม่ใช่ มันจะไม่จบ
    หากใช่ มันก็จะไม่จบ
    "ระบอบ" แห่งรัฐอิสลามอิหร่าน ไม่ใช่แค่บุคคล
    ระบอบคือระบอบ
    และแม้แต่ผู้ต่อต้านระบอบ ก็ไม่ยินดีปรีดากับการกระทำของอเมริกา
    เลือดสิงห์เปอร์เซียเปี่ยมธาตุทระนง

    ไม่มีก้มหัวให้อเมริกา

    ทรัมป์คงแน่ชัดแล้วว่าอิหร่านไม่มีนิวเคลียร์ ไม่งั้นคงไม่กล้าเปิดศึกเต็มสูบเช่นนี้
    (ดีไม่ดี ที่ทำทรงเป็นหารือ เพื่อล้วงข้อมูลอิหร่าน)
    แล้วอิหร่านไม่มีนิวเคลียร์จริงหรือไม่ (หรืออิหร่านก็ลวงทรัมป์?)

    ไม่มีนิวเคลียร์ ยังมีมิสไซล์
    ต่อให้ไร้มิสไซล์ ยังมีมีดดาบ
    ต่อให้ไร้โลหะใด ยังมีมือเท้า และหัวจิตหัวใจ

    รบกับอิหร่านไม่ง่าย

    ย้ำว่าไม่เหมือน มิ.ย. 2025 ที่ต่างฝ่ายต่างระมัดระวัง คล้าย "ควบคุม" ให้มันจำกัดวง ไม่ลุกลาม ไม่บานปลาย และลงท้าย ต่างเหมือนตกลง ให้เกิดมีฉาก ที่พร้อมให้แยกย้าย

    ครั้งนี้ ก็ไม่เหมือนกันแล้ว
    แตกเป็นแตก
    ถ้าอเมริกาและอิสราเอลไม่สามารถกำชัยได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ก็จะเป็นสงครามยาวนานยิ่งใหญ่ระดับมหากาพย์

    ใครมีเปรียบ
    ก็ต้องยอมรับว่าเป็นอเมริกา เพราะทัพเรือล้อมอิหร่านอยู่ ขณะที่หน้าบ้านอเมริกา ยังโล่งสะดวก

    ถามว่าถ้ามันถึงขั้นสุด อิหร่านส่งเครื่องบินรบไปอเมริกาหรือยิงมิสไซล์ไปอเมริกาเป็นไปได้ไหม
    ย่อมได้แน่ (บินถึงไม่ถึง ยิงถึงไม่ถึง สกัดได้ไม่ได้ ก็อีกเรื่อง)
    ส่วนตอนนี้ ก็จู่โจมอิสราเอลกับฐานทัพอเมริกาในตะวันออกกลางไปก่อน
    (ถามว่าอเมริกาเจ็บไหม .... แหม ฐานทัพตัวเองน่ะใช่ แต่ก็ตั้งบนดินแดนประเทศอื่นน่ะ!)
    และนิวเคลียร์ ถามว่าทรัมป์ใช่ 100% หรือไม่ว่าอิหร่านไม่มีจริง

    ถึงจุดจุดหนึ่ง มันจะเกินประมาณ ที่ไม่อาจจินตนาการได้

    มันจะกลายเป็น "มหากาพย์" แห่งความกราดเกรี้ยวเดือดดาล ที่ไม่จบง่ายแน่

    ไม่น่าเปิด
    โลกวุ่นวายแท้

    https://www.facebook.com/share/1AD1WTuZ8B/
     

แชร์หน้านี้

Loading...