พระสมเด็จลพ.จวน เหรียญอ.ฝั้น เหรียญขวานบิ่น ลพ.เงิน

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1772115095181.jpg
    เหรียญสองกษัตริย์กู้ชาติ พระนเรศวรมหาราชหลังพระเอกาทศรถ ปี ๒๕๔๑
    ประสบการณ์ดี
    เหรียญนี้จัดสร้างโดยวัดไตรมิตรวิทยาราม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแจกแก่ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำพิธีมังคลาภิเษกที่จังหวัดอยุธยา และได้รับการอธิษฐานจิตเดี่ยวจาก หลวงปู่ตี๋ วัดหลวงราชาวาส จ.อุทัยธานี หลังจากที่หลวงปู่ตี๋ท่านเสกเสร็จ มีการนำเหรียญไปลองยิ...ทันที ปรากฏว่ายิ...ไม่ออก

    หลวงปู่ตี๋ วัดหลวงราชาวาส อ.เมือง จ.อุทัยธานี

    พระครูอุทัยธรรมกิจ หรือ หลวงพ่อตี๋ ญาณโสภโณ วัดหลวงราชาวาส อ.เมือง จ.อุทัยธานี
    หลวงปู่ตี๋ นับเป็นพระเกจิอาจารย์ที่บรรดาศิษย์และสาธุชนศรัทธาเคารพนับถือมากมาย ทั้งนี้ทั้งนั้น มาจากกิตติศัพท์ที่เลื่องลือไปในเรื่องเบ้าที่หล่อหลอมทองเหลืองเพื่อเททองสร้างวัตถุมงคล ปรากฏว่าแผ่นทองของท่านไม่ละลายไปเหมือนแผ่นทองอื่นๆจนเป็นที่ตรึงตาต่อสายตาผู้พบเห็นจำนวนมาก จนนับครั้งไม่ถ้วน นอกจากนี้บรรดาสิ่งมงคลของท่านไม่ว่าจะเป็นเสือ รูปหล่อท่านและผ้ายันต์ เชือกคาดเอว ทุกอย่าง ปัจจุบันเป็นของหายากและราคาสูง

    ท่านศึกษาวิทยาคมจากพระเกจิอาจารย์ชื่อดังหลายท่าน อาทิเช่น หลวงพ่อพูน วัดหนองตางู, หลวงพ่อพุฒ วัดทุ่งแก้ว, หลวงพ่อเคน วัดดงเศรษฐี, หลวงปู่พลอย วัดห้วยขานาง เป็นต้น วัตถุมงคลที่สร้างขึ้นมาแต่ละรุ่น มีความโดดเด่นในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเมตตามหานิยม โชคลาภ และอยู่ยงคงกระพัน

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกๆที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260224_200230.jpg IMG_20260224_200302.jpg
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1772115434769.jpg FB_IMG_1772115439122.jpg


    หลวงพ่อหมอ สุดยอดพระเกจิ เพื่อนรักของหลวงพ่อคูณ พระเกจิองค์เดียวที่หลวงพ่อคูณ มวนและจุดยาสูบให้
    พระสงฆ์ที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำยกย่องว่าเป็น
    “…เจ้าของธนาคาร…”
    ขออนุญาตยกบทความของคุณพยุงศักดิ์ เศรษฐมาตย์
    ที่ได้รวบรวมเรื่องราวของท่านไว้
    มาเผยแพร่บารมีองค์หลวงพ่อนะครับ
    : เจ้าของธนาคาร :
    ครั้งหนึ่ง ราวปี พ.ศ 2532
    หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
    มาร่วมงานเททองหล่อพระที่วัด
    แห่งหนึ่งใน อ.ท่าเรืองานนั้น
    หลวงพ่อหมอ ก็ไปร่วมงานด้วย
    ผู้คนที่มาในงานต่างมาห้อมล้อม
    หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
    กันมากมายเพื่อกราบขอเมตตา
    ขอบารมีจากท่าน
    ระหว่างที่ผู้คนห้อมล้อมท่านอยู่นั้น
    หลวงพ่อฤษีลิงดำ ก็ได้ชี้ไปที่
    หลวงพ่อหมอที่นั่งอยู่คนละฝั่งกัน
    กับท่านแล้วพูดว่า
    " ผู้ใดมีบารมี ผู้ใดจะโชคดีโน้น...
    ไปขอหลวงพ่อหมอโน้น นี้แหล่ะ
    เจ้าของธนาคารตัวจริง
    ไปกราบขอท่านไป "
    เป็นคำกล่าวของครูบาอาจารย์ผู้รู้ซึ้ง ซึ่งภูมิธรรมของกันและกัน
    " ปราชญ์ย่อมรู้ในปราชญ์ ".
    หลวงพ่อประเสริฐ(หมอ) โอภาโส
    วัดโคกกระต่ายทอง ท่าเรือ อยุธยา
    พระเกจิอาจารย์ผู้ทรงฤทธิ์อภิญญา
    วาจาสิทธิ์หูทิพย์ ตาทิพย์
    วัตรปฏิบัติแปลกๆ ทำตัวแปลกๆ
    จนชาวบ้านหาว่าท่านเป็น " พระบ้า "
    คน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร นับถือท่านมาก
    เรื่องโชคลาภนั้นเป็นเลิศนัก
    ผู้สร้างตำนานโรงทานอันลือลั่น
    ฝ่ามือมหาลาภ วัตถุมงคลท่านศักดิ์สิทธิ์นัก
    เรื่องหวยเรื่องเบอร์นั้นท่านโดงดังมาก
    แนวทางปฏิบัติ กิน เดิน นั่ง นอน ท่านจะภาวนาตลอดเวลา กิจสำคัญของท่านที่ขาดไม่ได้เลยคือการ ออกบิณฑบาต
    โปรดญาติโยม เรื่องราวพิสดาร
    ปาฏิหาริย์ ความศักดิ์สิทธิ์
    อัศจรรย์พันลึก วัตรปฏิบัติแปลกๆ
    จนชาวบ้านเรียก " พระบ้า "
    ปริศนาธรรมคำคมหลวงพ่อหมอ
    * ศรัทธาตัวเดียว
    ผู้ปฏิบัติต้องมีศรัทธาอย่างแรงกล้า
    ถึงจะได้พบธรรมะเบื่องสูง ที่ไม่มีตัวตน *
    * ธรรมะต้องเกิดในดวงจิต
    ดวงใจถึงจะเป็นของจริง *
    * สมาธิเปรียบเหมือนต้นไม้ ศีลเหมือนพื้นดินสมาธิอาศัยศีล เหมือนต้นไม้อาศัยดิน *
    * เรากางร่มก่อน ร่มถึงจะมากางเรา
    ถ้าเรามีศีลมีธรรมแล้ว ศีลธรรมก็มารักษาเราเป็นเรื่อง ปัจจัตตัง อัตตะโน นาโถ
    (ทำเอง รู้เอง เห็นเอง) *
    เรื่องราวทั้งหลายทั้งปวง ที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้คือเรื่องราวพิสดาร ปาฏิหาริย์ ประสบการณ์ต่างๆ คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง
    จากบันทึกของศิษย์และคำบอกเล่าจาก ลพ.ทอง เจ้าอาวาสวัดโคกกระต่ายทอง รูปปัจจุบัน
    เรื่องราวปาฏหาริย์ พิสดารลึกลับ
    ของหลวงพ่อหมอ ยังมีอีกมากเล่ากันเจ็ดวันเจ็ดคือก็ไม่หมด เอาพอหอมปากหอมคอ
    ให้รู้ว่า พระดีๆ เก่งๆ ที่ทรงฤทธิ์อภิญญา แบบนี้ยังมีให้เราได้ค้นหากันอยู่
    " โยมไม่ทันท่าน แต่ได้พระท่านไปบูชา ก็เหมือนได้แก้ววิเศษของท่านแล้ว "
    ( หลวงพ่อทอง เจ้าอาวาสวัดโคกกระต่ายทอง เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันได้กล่าวไว้ )
    ชาติภูมิ
    หลวงพ่อหมอ โอภาโส
    ถือกำเนิดในสกุล จันทรส ณ บ้านบักเขียบ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ
    เกิดเดือน ๑๒ ปีมะโรง พ.ศ.๒๔๕๘
    เดิมท่านชื่อว่า เพชร แล้วเปลี่ยนมาเป็น ประเสริฐส่วนชื่อ หมอ นั้นชาวบ้านพร้อมใจกันตั้งให้ท่านเพราะกิตติศักดิ์ของท่านนั้นเอง
    หลวงพ่อหมอ ท่านเป็นพระอริยะสงฆ์อีกรูปหนึ่งผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัตชอบ ท่านใช้ชีวิตในสมณเพศอย่างเป็นประโยชน์ยิ่ง ไม่เคยสะสมเงินทองมาเป็นของส่วนตัวมีเท่าไหร่ท่านนำไป บริจาก สร้าง แจก เพื่อก่อประโยชน์ต่อบวรพุทธศาสนา เลี้ยงเด็กกำพร้าและเด็กยากจนที่อยู่ในความอุปการะคุณของท่านทั้งหมด
    สงเคราะห์ญาติโยมผู้ตกทุกข์ได้ยาก
    จากวัตรปฎิบัติแบบแปลกๆ ของท่าน เเม้ยางคนที่ไม่เข้าใจ มองท่านอย่างผิวเผินว่าท่าน ออกจะแปลกๆ พิกลไม่เหมือนพระสงฆ์ทั่วไป
    การออกธุดงค์ของทาานก็แปลก ไม่เคยมีกลดหรือมุ้งติดตัวเลย จะมีเพียงแค่จีวรห่มกาย และบาตรใบเดียวเท่านั้น
    แต่เมื่อได้สัมผัสได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ
    วัตรปฏิบัติ อุบายธรรม หลักคำสอนต่างๆ ของท่านแล้ว ความสงสัยในตัวท่านนั้น ก็จะคลายสิ้น.
    ______________________________
    : นวโกวาทเป็นครู :
    หลวงพ่อหมอ ท่านว่าท่านเอาตำราเป็นครู
    เอานวโกวาทเป็นครู ภูมิธรรมที่เกิดขึ้นนั้นได้จากตำรา
    หลวงพ่อหมอ เคยปรึกษาหารือสนทนาธรรมกันกับ หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง ถึงนวโกวาท
    ซึ่งในนวโกวาทนี้เขาบอกไว้ทุกเรื่อง ทุกเหลี่ยมทุกมุม
    แต่ไม่ปฏิบัติกัน
    ท่านว่าคนที่จะบรรลุธรรมะ คือ ศรัทธาตัวเดียว ไม่ได้เรียนมามากท่านเอ่ยตามพระวินัยสนใจให้มากรักษาตามนวโกวาทให้ดีๆ
    ศรัทธาตัวเดียว ผู้ปฏิบัติต้องมีศรัทธาอย่างแรงกล้า ถึงจะได้พบธรรมะเบื่องสูง ที่ไม่มีตัวตน.
    ___________________________
    : หมอ :
    ที่มาของคำว่า หมอ
    ที่ อ.ตะพานหินคือมีญาติโยมผู้หญิงที่ตั้งท้องมากราบ หลวงพ่อหมอ แล้วถามว่าเด็กในท้องเป็นยังไง ปรากฏว่าหลวงพ่อหมอ ท่านบอกเพศ วัน เดือน ปี ที่เด็กจะเกิดไว้ ชึ่งพอถึงเวลาก็คลอดตามที่หลวงพ่อพูดตรงทั้งหมด ทำให้เป็นเรื่องที่แปลกมาก คนท้องในสมัยนั้นแห่กันมาถามหลวงพ่อจนวุ่นวาย
    เท่านั้นยังไม่พอบางคนมาขอให้ท่านแผ่บารมีรักษาอาการเจ็บป่วยให้หาย ท่านก็รักษาตามนิมิตของท่านบางท่าน หลวงพ่อหมอ ให้ไปกินก๋วยเตี๋ยวสามชามก็หาย
    บางคนโดนท่านถีบ ท่านพลักก็หายหรือบางท่านโดนตบก็มีส่วนใหญ่ ญาติโยมไปหาหลวงพ่อแล้วท่านทำให้หายหมด คนตะพานหินจึงเรียกท่าน หลวงพ่อหมอ ตั้งแต่นั้นมา
    สมัยที่หลวงพ่อหมอ ท่านออกธุดงค์ ปฏิบัติตัวแปลกๆ เป็นคนสติไม่ดี ดำเนินจิตตามนิมิตรบอก
    การธุดงค์หลวงพ่อหมอ มีอัฏฐบริขารติดตัวเพียงจีวรห่มกาย และบาตรเท่านั้น กลดมุ้งไม่เคยมีแต่แปลกผิวหลวงพ่อหมอ ไม่มีรอยยุงกัดเลย.
    ______________________________
    : พระบ้า :
    ลูกศิษย์ท่านหนึ่งชาวตะพานหิน เล่าว่ามีชาวบ้านแถวบ้านตนเอง ไปดูหลวงพ่อหมอ อยากรู้ว่าพระบ้าเป็นอย่างไร ก็ได้พบหลวงพ่อหมอ เมื่อได้สัมผัสหลวงพ่อหมอ อย่างจริงจังแล้วขนลุกรู้สึกได้ทันทีว่า
    พระองค์นี้ไม่เพียงมิใช่พระบ้า แต่เป็นพระที่ไม่ธรรมดาและเป็นพระที่เก่งมากๆ เสียด้วย นึกคิดอะไรในใจท่านรู้หมด ก่อนหวยออกไม่กี่นาที
    หลวงพ่อหมอ ท่านได้เขียนเลขเล่นๆ ไว้ 6 ตัว พอหวยออกมา รางวัลที่ 1 ออกตรงแป๊ะไม่มีคลาดเคลื่อนเลยทั้ง 6 ตัว
    แบบนี้จะเป็นพระบ้าได้อย่างไร.
    ______________________________
    : ยาสีฟันรักษาโรคประหลาด :
    คนนครสวรรค์ผู้หนึ่ง ได้ดูถูกปรามาสว่า
    หลวงพ่อหมอ เป็นพระผีบ้า
    จู่ๆได้เกิดเป็นโรคประหลาด เป็นก้อนเนื้อขึ้นตามผิวหนังของแขนทั้งสองข้าง ไปหาหมอรักษาโรงบาลไหนก็ไม่หาย รู้สึกปวดทรมานมาก
    ก็เลยนึกได้ว่าก่อนเป็นนั้น ตนเองนั้นได้ดูถูกปรามาสหลวงพ่อหมอ ว่าเป็นพระผีบ้า
    ก็เลยจะมาขมาหลวงพ่อหมอ
    เมื่อเจอหน้ากัน ยังไม่ทันได้พูดอะไร
    หลวงพ่อหมอ ถามขึ้นก่อนโดยทันทีว่า
    " เป็นบ้ามั๊ย โยมคนนี้จึงตอบท่านไปว่า ไม่บ้าครับ หลวงพ่อหมอ ก็พูดขึ้นว่า เอ้อ..แก่ก็ยอมรับแล้วว่า ข้าไม่บ้า แล้วหลวงพ่อหมอ ก็บอกให้ไปซื้อยาสีฟันจากร้านที่ท่านบอก ให้เอามาทาแล้วจะหายภายใน 7 วัน "
    เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งที่ยาสีฟันที่หลวงพ่อหมอ
    บอก ให้ไปซื้อมาทา สามารถรักษาอาการทุกข์ทรมานจากโรคประหลาดที่เป็นอยู่นั้น หายอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งที่ไปรักษาจากโรงพยาบาลมาหลายแห่งแล้วไม่หาย.
    _____________________________
    : จากตะพานหินสู่วัดโคกกระต่ายทอง :
    หลังจากที่หลวงพ่อหมอได้อยู่สร้างความเจริญทางวัตถุที่วัดพฤษะวันโชติการาม
    ควบคู่กับปลูกฝังรากแห่งความศรัทธาต่อบวรพุทธศาสนาให้เกิดขึ้นและฝังลึกในจิตใจชาวตะพานหินและละแวกใกล้เคียงเป็นเวลาหลายปี
    ร้านค้าชาวจีนหรือเหล่าศิษย์ในอ.ตะพานหิน
    จะมีรูปท่านบนหิ้งพระทุกร้าน
    พระอาจารย์ทองอยู่ แห่งวัดสุทัศน์ กรุงเทพฯ
    ได้ยินกิตติศัพท์ชื่อเสียงความศักดิ์สิทธิ์ของท่านได้ไปพบท่าน
    จึงขอให้ท่านนำกฐินมาทอดที่
    วัดบัวงาม ต.จำปา อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา เมื่อท่านนำกฐินมาทอดแล้ว
    ชาวบ้านท่าเรือเลื่อมใสศรัทธาท่านมากต่างปรึกษากันว่าจะหาวัดให้ท่านมาอยู่ จึงนิมนต์ให้ท่านมาอยู่ที่ วัดโคกกระต่ายทอง ซึ่งวัดนี้เป็นวัดโบราณเก่าแก่มาก เป็นวัดร้างมานานแล้ว อยู่ที่ ต.จำปา อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา.
    ______________________________
    : #เดินข้ามแม่น้ำป่าสัก :
    ครั้งหลวงพ่อหมอ มาอยู่ วัดโคกกระต่ายทอง ท่านได้นั่งรถไฟมาลงที่ท่าเรือ แล้วเดินเท้ามายังวัดชุมแสง เพื่อที่จะข้ามท่าเรือ มายังวัดโคกกระต่ายทอง
    ซึ่งอยู่ตรงข้ามคนละฝั่งแม่น้ำกัน
    ขณะที่หลวงพ่อหมอ มาถึงท่าวัดชุมแสงนั้น เป็นเวลาค่ำแล้วจึงไม่มีเรือข้ามฝากไปยังท่าวัดโคกกระต่ายทอง
    ทันใดนั้นหลวงพ่อหมอ ได้เดินลงเหยียบบนผิวน้ำอัศจรรย์ยิ่งตัวท่านยืนอยู่เหนือผิวน้ำแล้วเดินข้ามแม่น้ำไปยังท่าวัดโคกกระต่ายทอง
    โดยที่มีชาวบ้านเห็นเหตุการณ์ว่าเห็นพระเดินข้ามแม่น้ำ บ้างก็ว่าท่านเหยียบยืนบนฝาบาตรลอยข้ามแม่น้ำในครั้งนั้น
    จนเป็นที่กล่าวขานล่ำลือไปทั่วในเขต อ.ท่าเรือ ในสมัยนั้น
    (เรื่องราวจาก ลพ.ทอง เจ้าอาวาสวัดโคกกระต่ายทอง รูปปัจจุบัน).
    ______________________________
    : สหมิกธรรม :
    หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่
    ให้ความเคารพนับถือ ยอมรับในคุณธรรมของ
    หลวงพ่อหมอ เป็นพระองค์เดียวที่หลวงพ่อคูณ มวนและจุดยาให้สูบ เรียกว่าท่านเป็นเพื่อนชี้กันเลยทีเดียว ท่านทั้งสองต่างรู้ภูมิกัน
    อันที่จริงหลวงพ่อคูณ ท่านเคารพนับถือในองค์หลวงพ่อหมอ มาก หลวงพ่อหมอ ท่านจะอายุมากกว่า หลวงพ่อคูณ 8 ปี
    หลวงพ่อคูณ ท่านกล่าวว่า
    " หลวงพ่อหมอ เก่งกว่ากูเยอะ ".
    ____________________________
    : เขาดีกว่ากูอีก :
    หลวงพ่อพรหม ถาวโร วัดช่องแค นครสวรรค์
    บอกแก่ชาวบ้านช่องแค
    สมัยที่หลวงพ่อหมอ ท่านออกธุดงค์ ปฏิบัติตัวแปลกๆ ทำตัวเป็นคนสติไม่ดี ดำเนินจิตตามนิมิตรบอก
    ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อหมอ ได้ธุดงค์ผ่านไปแถวช่องแค อ.ตาคลี ชาวบ้านที่พบเห็นต่างโจษขานกัน กับความแปลกประหลาดในวัตรปฏิบัติแปลกๆของท่านที่ไม่เหมือนพระทั่วไป จนชาวบ้านบางส่วนมองท่านว่าเป็นพระบ้า
    ด้วยความสงสัยจึงนำเรื่องราวไปถาม
    หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค ว่ามีพระสติไม่ดีนุ่งจีวรเก่าๆ มาธุดงค์ปักกรด แถวช่องแค ชาวบ้านเอาภัตตาหารไปถวายบางวันไม่ฉันนั่งนิ่งทั้งวัน บางทีชาวบ้านมาพบเจอฉันภัตตาหารกลางคืน
    บางวันมีญาติโยมที่ศรัทธา มานั่งห้อมล้อมเยอะเพราะไปถามอะไรท่าน ในเรื่องที่ตนเองทุกร้อนใจ ท่านรู้ตอบถูกหมด รู้ทุกอย่างที่ชาวบ้านถาม บ้างก็มาให้ท่านทำน้ำมนต์ ให้ดูดวง บ้างก็มารักษาให้ท่านพ่นเป่า บ้างก็มาขอหวย มีทั้งคนที่นับถือ มีทั้งคนที่มาก่อกวนท่าน เพราะหาว่าท่านเป็นพระบ้า
    ชาวบ้านจึงนำเรื่องนี้ไปถามหลวงพ่อพรหม
    ว่าเป็นพระบ้า หรือ อย่างไรกันแน่
    หลวงพ่อพรหม นั่งนิ่งสักพักแล้วท่านบอกกับโยม
    ที่สงสัยในตัวหลวงพ่อหมอว่า
    " เขาดีกว่ากูอีก "
    จึงไม่มีใครกล้าไปตอแยก่อกวนหลวงพ่อหมออีกเลย.
    ______________________________
    : ฝ่ามือมหาลาภ :
    เรื่องมหาลาภ ของหลวงพ่อหมอนั้นว่ากันว่าขลังเป็นยิ่งนัก
    ฝ่ามือมหาลาภของท่าน นับว่าเป็นของวิเศษนัก
    หลวงพ่อหมอ ท่านจะเน้นไปทางด้าน
    โชคลาภ โภคทรัพย์ เงินไม่ขาดมือ
    ในวัตถุมงคลของท่านมักจะมีรูปฝ่ามือมหาลาภของท่าน วางประทับอยู่ด้านหลังวัตถุมงคลนั้นๆ
    ไม่ว่าจะเป็นเหรียญ หรือพระสมเด็จ
    จะมีรูปฝ่ามือมหาลาภ ของท่านประทับอยู่ข้างหลังขององค์พระเกือบทุกรุ่น
    ฝ่ามือมหาลาภที่ประทับไว้ด้านหลังวัตถุมงคลของท่านนั้นยังแฝงไว้ด้วยซึ่งปริศนาธรรรม
    ว่าฝ่ามือของท่านนั้นค่อย ช่วยเหลือ ผลักดัน
    ส่งเสริม อุปถัมภ์ค้ำชู มิให้ตกต่ำ
    วัตถุมงคลของท่านนั้นจะดีไปในทาง
    โชคลาภ โภคทรัพย์ เมตตา ค้าขาย เจริญก้าวหน้า ทำมาหากินคล่องตัว ทั้งยังคุ้มครองป้องกัน
    นักเสียงโชคและคนค้าขาย ควรหามาบูชายิ่งนัก
    วัตถุมงคลของท่านนั้นราคาไม่แพง เพราะคนไม่ค่อยรู้จักท่าน
    แต่ที่น่าแปลกคือหาไม่ค่อยได้ไม่ค่อยพบเจอ.
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จฐานสิงห์หลังปั๊มหมึกแดงรอยมือ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260226_211958.jpg IMG_20260226_212023.jpg
     
  3. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,203
    ค่าพลัง:
    +5,893
    จองครับ
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    20 (1).jpg

    พลังจิต อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร แห่งวัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

    หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านมีพลังจิตสูง หาผู้เสมอเหมือนได้ยาก กล่าวคือ

    ๑. สามารถเรียกฟ้าฝนได้เป็นที่อัศจรรย์ เหตุการณ์เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๙ ชาวสกลนคร เกิดทุพภิกขภัยอย่างหนัก ฝนฟ้าไม่ตก
    จึงเข้าไปขอฝนกับองค์ท่าน ท่านพระอาจารย์ฝั้น
    เขียนพระคาถาให้พระสวดสาธยายไป ส่วนท่านพระอาจารย์ฝั้นนั่งสมาธิบนลานกลางแจ้งครึ่งชั่วโมง ท้องฟ้าที่มีแดดจ้า พลันมีเสียงฟ้าร้องคำราม เกิดมีก้อนเมฆบดบังแสงอาทิตย์ มีฝนเทลงมาอย่างหนักถึง ๓ ชั่วโมง
    ปีนั้นฝนตกตามฤดูกาล
    ชาวบ้านได้ทำนาตามปกติทั่วถึง
    ๒. ช่วงที่องค์ท่านสร้างวัด ต้องมีการระเบิดหิน
    หากหลวงปู่ฝั้น ท่านไม่ต้องการให้หินช่วงไหนแตกร้าว ท่านจะเอาปากกาไปเขียนยันต์ไว้ตรงจุดนั้น ระเบิดจะแรงขนาดไหน หินนั้นก็ไม่แตกร้าว

    ๓. ท่านนั่งสมาธิใต้ต้นกระบก ลูกกระบกตกลงพื้นเสียงดังน่ารำคาญ ท่านกำหนดจิตไม่ให้ลูกกระบกตก ตั้งแต่นั้น ลูกกระบกต้นนั้นไม่หลุดลงพื้นอีกเลย

    หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ เพื่อนสหธรรมิกรูปหนึ่งของหลวงปู่ฝั้น ได้เล่าเรื่องพลังจิตของหลวงปู่ฝั้นไว้ว่า...
    " สมัยหนึ่งหลวงปู่ฝั้นได้ธุดงค์ไปจันทบุรี ท่านได้รับนิมนต์ไปแสดงธรรมในงานศพ มีผู้มาฟังธรรมเป็นจำนวนมาก ขณะที่ท่านแสดงธรรมอยู่ มีคนกลุ่มหนึ่งเล่นหมากรุกเมาสุรา ส่งเสียงเอะอะโวยวายรบกวน ท่านส่งกระแสจิตไปปราบพวกขี้เหล้าเหล่านั้น เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง ขี้เหล่าหยุดนิ่งไร้การเคลื่อนไหว บางคนยืนอ้าปาก บางคนถือหมากรุก
    บางคนคอพับ ไม่สามารถไหวติงได้ จนท่านแสดงธรรมให้พรจบลง เดินทางกลับ ขี้เหล้าเหล่านั้นจึงกลับมาสู่ภาวะปกติได้ "

    # องค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ได้เล่าว่า...

    " ท่านพระอาจารย์ฝั้นสามารถกำหนดจิตให้รถหยุด เครื่องยนต์ไม่ติด อย่างง่ายดาย "
    ครั้งหนึ่งท่านนั่งรถยนต์ไปธุระเกิดสงสัยว่า รถยนต์นี้วิ่งได้อย่างไรจึงกำหนดจิตเข้าไปดูในตัวรถพอจิตไปถึงห้องเครื่องยนต์รถ รถก็ดับทันทีพอรถดับ คนขับก็ลงไปแก้ไข ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ
    พอท่านหยุดเพ่ง รถก็สตาร์ทติดทันทีพอท่านเพ่งไปดูอีก รถก็ดับอีกเป็นอย่างนี้ถึง 3 ครั้ง ท่านจึงหยุดเพ่งส่งจิตไปดูอีกฉะนั้นเวลานั่งรถ ท่านต้องพยายามทำจิต
    ไม่ให้เพ่งไปที่เครื่องยนต์ ไม่งั้นเครื่องจะดับทันที
    ตอนสงครามโลกเครื่องบินญี่ปุ่นจะมาทิ้งระเบิด
    พวกทหารที่โคราช ที่เป็นลูกศิษย์ มาขอร้องให้ท่านช่วย
    ท่านก็นั่งนิ่งๆ แต่ว่าในใจนั้นรับคำเขาโดยที่ท่านยังไม่ได้คิด พิจารณาอย่างละเอียด
    ท่านลงไปเดินจงกรมรอเวลาที่เครื่องบินจะมาทิ้งระเบิด ท่านว่าปกติเครื่องบินจะมาทิ้งระเบิดเป็นประจำ แต่วันนั้นกลับไม่มา ท่านว่าเดชะบุญจริงๆถ้ามาก็ต้องตกทันที ด้วยอำนาจจิตของท่าน
    ถ้าตก คนในเครื่องบินนั้นก็ต้องตายถ้าเขาตาย เราก็เป็นบาปกรรม และผิดพระวินัยด้วย ภายหลังพวกทหารได้มานิมนต์ท่านไปทำพิธีป้องกันภัยให้กับพวกเขา ท่านได้ทำพิธีปลุกเสกทราย
    ด้วยพระคาถาโพธิบาท ( คาถาป้องกันภัยสิบทิศ )
    เสร็จแล้วนิมนต์ท่านขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ว่านทรายเสก
    ตั้งแต่วันนั้นมา เครื่องบินไม่มาทิ้งระเบิดอีกเลย

    อีกครั้งในงานศพท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
    พระกำลังเตรียมงานกันอยู่
    มีเด็กน้อยถีบจักรยานไปมารบกวน หลวงปู่ฝั้นท่านจึงพูดว่า เอ๊ะ ! เด็กพวกนี้มันยังไงกันนะ ไม่รู้จักบาปจักบุญ ไม่จักควรไม่ควร

    " เดี๋ยวเราจะดัดนิสัยไอ้เด็กพวกนี้ จะทำให้รถมันล้ม แต่ไม่ให้มันเจ็บ "
    พอท่านพูดจบ พระเณรก็หยุดทำงานทันที
    เพื่อดูท่านแสดงปาฏิหาริย์ปราบเด็กขี้ดื้อพอท่านเพ่งจิตไปที่เด็กขี่จักรยานรบกวนเหล่านั้น
    รถจักรยานเด็กเหล่านั้นก็ล้มลงทันทีเด็กเหล่านั้นอายพระเณรที่ยืนหัวเราะตนอยู่
    ก็รีบกลับบ้านทันที ไม่มาขี่จักรยานรบกวนอีกเลย

    คราวหนึ่งท่านหลวงปู่ฝั้นและคณะได้เดินธุดงค์ไปภาวนาที่เขาใหญ่ ดงพญาไฟ(ดงพญาเย็น) เด็กไปทำผิด ตกกลางคืน
    ได้ยินเสียงผีกองกอย ร้องกองกอยๆๆร้องเสียงดัง ระงมไปทั่วป่าเสียงร้องมาทางเด็กที่ทำผิดท่านได้ยินและเห็นผิดปกติจึงให้เด็กมานั่งตรงกลาง และให้พระมานั่งล้อมวงเด็กไว้จากนั้นท่านได้นั่งเข้าสมาธิจิตเพ่งจิตไปดูในทิศที่ได้ยินเสียงผีกองกอยนั้นพอจิตของท่านและผีกองกอยเห็นกันผีกองกอยถึงกับร้องเสียงหลง ตกใจกลัวตกลงจากต้นไม้แล้วหายไปตั้งแต่นั้นมาผีกองกอยไม่กล้ามารบกวน
    คณะของท่านอีกเลย.
    คราวหนึ่งท่านพาญาติโยมนั่งสมาธิภาวนามีโยมคนหนึ่งไอส่งเสียงรบกวนคนอื่นมาก
    ท่านจึงเรียกมาสอบถามว่า
    เป็นอะไร ทำไมถึงไอมากอย่างนี้ ไม่ได้รักษาเหรอ
    เขาบอกว่ารักษาอยู่ แต่ไม่หายสักทีรักษายังไงๆ ก็ไม่หาย กินยาขนานไหนก็ไม่หายไม่รู้จะทำยังไง พระอาจารย์ฝั้นว่า คงเป็นโรคกรรม
    ท่านเข้าสมาธิพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งปรากฏบาทพระคาถาว่า.." ปะฏิกกะมันตุ ภูตานิ "
    แล้วบอกให้โยมคนที่ไอมากๆนั้น ให้นั่งภาวนาบริกรรมด้วยพระคาถาบทนี้
    # ปะฏิกกะมันตุ ภูตานิ #
    วันแรกยังไอมากอยู่ แต่ไม่มากเหมือนเก่า วันที่สอง ไอน้อยกว่าวันแรกวันที่สาม ไม่ไอเลย โรคกรรมเก่า ที่ไอเรื้อรังมานาน หายเป็นปลิดทิ้งคราวหนึ่งท่านนั่งภาวนาอยู่ ปรากฏพระคาถาว่า...
    " โสตถิ คัพภัสสะ "
    ท่านพิจารณาดูทราบว่า เป็นหัวใจคาถาองคุลิมาล
    พอวันต่อมา มีหญิงคนหนึ่งพาลูกสาวท้องแก่มาหาท่าน
    บอกท่านว่า ลูกสาวตั้งท้องลูกคนแรกเจ็บท้องมาหลายวันแล้ว ไม่คลอดสักที ทรมานเหลือเกิน อยากให้ท่านช่วยเหลือ ท่านทำน้ำมนต์ด้วยหัวใจคาถาองคุลิมาลให้กินแล้วเขียนหัวใจคาถาองคุลิมาลให้ไปสวดภาวนาที่บ้าน อีกไม่กี่วันต่อมาเธอก็คลอดลูกออกมาอย่างง่ายดายและปลอดภัย โดยที่ไม่เจ็บท้องเลยเป็นที่น่าอัศจรรย์

    คราวหนึ่งท่านนั่งภาวนาอยู่
    ได้ยินเสียงนกเค้าแมวส่งเสียงร้อง รู้สึกรำคาญจึงส่งจิตไปดู พอจิตของท่านไปกระทบถูกนกนกเค้าแมวก็ตกลงมาตายทันที
    ด้วยอำนาจจิตที่แก่กล้า แต่ท่านไม่มีเจตนาและยังไม่รู้วิธีควบคุมจิตภายหลังท่านได้นำเรื่องนี้มากราบเรียนท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทัตโต ให้ทราบ เพื่อหาวิธีแก้ไข หลวงปู่มั่นสอนให้ภาวนาเมตตาเยอะๆเพราะตัวเมตตานี้จะเป็นตัวควบคุมจิตด้วยวัตรปฏิบัติและพลังจิตอันล้ำเลิศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙
    และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จึงทรงให้ความเคารพศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง.

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญพระอาจารย์ฝั้นปี ๒๕๑๙ สภาพไม่สวย

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260227_181512.jpg IMG_20260227_181556.jpg
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1772194819535.jpg

    ได้เกิดฟ้าผ่าลงมา โดนตัวครูและนักเรียนอย่างจัง ทั้งครูและนักเรียนกระเด็นไปคนละทิศละทาง เด็กคนนึงถึงกับสลบเหมือดไปเลย. หลังเกิดเหตุทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ปรากฏว่า รอดตายทุกคน แถมไม่ร่องรอยบาดแผลอันเกิดจากฟ้าผ่าเลย

    หลวงพ่อลำเจียกวัดศาลาตึก
    นครปฐม

    ท่านเป็นพระอริยะเจ้าชั้นสูง บารมีท่านสูงมากๆ ครูบาอาจารย์หลายท่าน ให้ความยกย่อง เช่น หลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม เป็นต้น.

    หลวง พ่อลำเจียก วัดศาลาตึก อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม สุดยอดเกจิอาคมขลัง อีกรูป (ท่านไม่ค่อยยอมให้หนังสือพระเข้าไปทำประวัติออกเผยแพร่ ) แต่ในหมู่ลูกศิษย์ลูกหา จะรู้จักกันดี ท่านเป็นไปเรียนวิชากับเกจิดัง ๆ หลายรูปอาทิเช่น

    1.หลวงพ่อจันทร์วัดบ้านยาง พระอุปัชฌาย์ ของท่าน หลวงพ่อจันทร์ ท่านมีวิชามนต์จินดา มีชื่อเสียงทางด้านพระปิดตา เนื้อเมฆพัดและยันต์นะปัดตลอด ท่านเป็นสหธรรมมิกกับหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง กล่าวกันว่า ท่านสักยันต์ ที่หน้าอกแล้วตบเปรี้ยงเดียวยันต์กลับมาอยู่ด้านหลังอย่างมหัศจรรย์ )

    2.หลวงพ่อหว่าง วัดกำแพงแสน ยอดพระเกจิอาคม ขลังอีกรูปหนึ่ง ซึ่งได้ถ่ายทอดวิชาให้ หลวงพ่อลำเจียก ตลอด 3 พรรษา

    3.หลวงพ่อเกลี้ยง วัดเขาใหญ่ ซึ่งเก่งด้าน วิชาหวายคาดเอว ซึ่งหลวงพ่อลำเจียกท่านสามารถนำมาสร้างได้ เข้มขลัง มีอานุภาพมาก หวายทั้งเส้นต้องลงอักขระโดยรอบ สามารถกันภูตผีปีศาจ แก้คุณไสย์ ทำน้ำมนต์ ฯลฯ ปัจจุบันหายากมาก

    4.ศึกษา วิชา ทำตะกรุดลูกอมโลกธาตุ ตำหรับ หลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว กาญจนบุรี

    ท่านสืบสายวิทยาคมมาจาก หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า และ หลวงพ่อยิ้ม วัดหนองบัว..

    ท่านเป็นพระอภิญญา สามารถเสกหยวกกล้วยให้เป็นจระเข้ได้ เสกใบไม้เป็นต่อเป็นแตนได้..

    โดยเฉพาะเครื่องรางที่สร้างชื่อเสียงให้กับท่าน คือ หวา่ยคาดเอว โดยหลวงพ่อต้องเสกให้ปลายหวายม้วนเข้ามาหากันเองได้จึงจะถือว่าสำเร็จ..หวายนี้หายากยิ่งนักเพราะท่านสร้างเอง พบของแท้ได้ยากมากๆ...

    วัตถุมงคลของท่านมีประสบการณ์ในพื้นที่ มากมายครับ..

    ประสบการณ์เล่าสู่กันฟัง

    สำหรับประสบการณ์เหรียญรุ่นนี้ เกิดขึ้นที่โรงเรียน วัดศาลาตึก ขณะที่ครูกับนักเรียนกำลังพัฒนาโรงเรียน ถางหญ้า อยู่ข้างๆ ต้นโพธิ์ใหญ่ ได้เกิดฟ้าผ่าลงมา โดนตัวครูและนักเรียนอย่างจัง ทั้งครูและนักเรียนกระเด็นไปคนละทิศละทาง เด็กคนนึงถึงกับสลบเหมือดไปเลย. หลังเกิดเหตุทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ปรากฏว่า รอดตายทุกคน แถมไม่ร่องรอยบาดแผลอันเกิดจากฟ้าผ่าเลย เป็นเรื่องมหัศจรรย์มากๆ ในตัวครูและเด็ก มีเพียงเหรียญหลวงพ่อลำเจียก ติดตัวกันทุกคน เรื่องนี้ดังมากๆ ในกำแพงแสน ด้วยอิทธิคุณของหลวงพ่อลำเจียกแท้ๆ ทำให้ทุกคนรอดตายมาได้อย่างเหลือเชื่อครับ.

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญกลมรุ่นแรกหลวงพ่อลำเจียกวัดศาลาตึก พิมพ์เล็ก ปี๒๕๒๔

    ให้บูชา 120 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260227_190847.jpg IMG_20260227_190909.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1772196182703.jpg FB_IMG_1772197765337.jpg

    เจ้าคุณนรฯกล่าวว่า
    "ใครไม่มีพระสมเด็จโต บูชาพระสมเด็จของฉันแทนได้เหมือนกัน

    โกศล.... ลุงไม่เกิดอีกแล้วนะ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย..!!!!”
    นี่ก็หมายความอย่างชัดแจ้งที่สุดว่า พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต (ธมฺมวิตกฺโกภิกขุ)ท่านรู้ชัดด้วยญาณปัญญาของท่านเป็นที่แน่นอนแล้วว่า บัดนี้ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารแห่งท่าน ได้มาถึงยังจุดอันเป็นที่สุดแล้ว การเกิดครั้งใหม่ต่อไปมิได้มีอีกแล้ว ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของท่านแล้ว

    เรื่องของอภินิหาร ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ วัดเทพศิรินทร์ฯ ที่ประสบกับ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ ยุคล

    เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2520 ผู้เขียนได้รับบทความมา ชิ้นหนึ่งน่าสนใจมาก นับนานถึงวันนี้เป็นเวลาล่วงมา 43 ปีเข้าไปแล้ว ท่านผู้เขียนท่านนี้ก็ได้ล่วงลับไปแล้ว ครั้งนั้นท่านเมตตาผู้เขียนมาก บทความชิ้นนั้นท่านนิพนธ์ขึ้นเพื่อช่วยผู้เขียนในการจัดทำหนังสือชื่อ พุทธเวทย์ โดยให้ลงเผยแพร่ ก็ได้รับความสนใจจากผู้อ่านมาก หากจะนำมาเสนออีก ท่านผู้อ่านจำนวนมากคงไม่ได้เคยอ่านมาก่อนแน่นอน

    เรื่องนี้ชื่อว่า เรื่องของอภินิหาร นิพนธ์โดย พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ุ ยุคล ผู้เขียนขออนุญาตนำมาเสนอ โดยรวบรัดเนื้อหาให้พอดีกับหน้าหนังสือ ลานโพธิ์ แต่ลีลาสำนวนการเขียนคงอรรถรสเดิมๆ ทั้งสิ้น มีเนื้อความดังต่อไปนี้

    ข้าพเจ้า (พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ุ ยุคล) ได้เคยกล่าวไว้ว่า ความเห็นของข้าพเจ้า เรื่องอภินิหาร นั้นเกิดจากพลังจิตของหลายฝ่าย อาทิเช่น พลังจิตของพระพุทธเจ้า พลังจิตของอาจารย์ และพลังจิตของบุคคลมารวมกันเข้าเป็นพลังรวม และพลังจิตทั้งสิ้นนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากการบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งมีหลายวิธีการและหลายลัทธิ แม้แต่พลังของจิตที่เป็นธรรมชาติที่คนบางคนมี แต่ถ้าเป็นกำลังจิตที่แท้จริงแล้วก็ย่อมมีพลังทั้งสิ้น

    แต่ก็อีกนั่นแหละ ดังเช่นที่ข้าพเจ้าได้เขียนไว้แล้วในตอนต้น ของบทเขียนนี้ว่า ถึงแม้จะยังไม่มีข้อที่จะพิสูจน์ให้แน่แท้ว่ามีพลังอย่างไร แม้แต่ว่ามีจริงหรือเปล่าก็ยังยืนยันได้ยาก แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่มีปราชญ์ หรือมีนักวิทยาศาสตร์ผู้ใดจะพึงกล้ายืนยันว่า พลังจิตนั้นไม่มีจริง และจะเกิดขึ้นไม่ได้เป็นอันขาด

    ข้าพเจ้าจึงจะขอนำเรื่องที่เกิดกับตัวข้าพเจ้าเอง เมื่อไม่กี่ปีมานี้มาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ จะพิสูจน์ จะวิจัยกันได้หลายทาง สุดแล้วแต่ท่านผู้อ่านจะนึกคิดวิจัยกันเอง

    เมื่อไม่กี่ปีมานี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ข้าพเจ้าไปเป็นผู้แทนพระองค์ ในงานฉลอง 2500 ของวันที่พระเจ้าไซรุสมหาราช ทรงรวมจักรวรรดิเปอร์เซีย (อิหร่าน) ขึ้น งานเฉลิมฉลองนี้ พระเจ้าซาร์อิหร่านองค์ปัจจุบัน ทรงจัดให้มีการฉลองเฉลิมขึ้นที่เมืองเพอเซพโพลิส (เมืองโบราณ) ซึ่งเป็นการฉลองที่มโหฬาร ที่ทั้งองค์ประมุขและประมุขประเทศแทบทุกประเทศในโลก ได้รับเชิญ และจะไปประชุมกันในโอกาสนั้น

    ก่อนกำหนดวันเดินทางของข้าพเจ้าหนึ่งวัน ซึ่งมีกำหนดจะต้องออกเดินทางเวลาเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าเกิดป่วยเป็นไข้หวัดอย่างแรง ไข้สูงมาก จนมิสามารถจะยืนทรงตัวได้ อีกทั้งยังไอโขลกๆ อยู่มิได้ขาด จนเจ็บไปทั่วอก แพทย์ผู้รักษาทั้งที่พยายามที่จะรักษาให้ข้าพเจ้าค่อยยังชั่วให้ไปได้ก็ยอมแพ้ โดยบอกกับข้าพเจ้าว่า เนื่องจากสภาพของไข้ข้าพเจ้าในขณะนั้น จะเดินทางโดยเฉพาะไปในงานเฉลิมฉลองที่ใหญ่โตเช่นนั้นไม่ได้เป็นอันขาด

    ข้าพเจ้ากลุ้มและปั่นป่วนใจเป็นที่สุด เพราะว่าจะต้องทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องทรงลำบากพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง โดยจะต้องทรงหาตัวแทนข้าพเจ้า ซึ่งภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมง จะสามารถเตรียมตัวทัน โดยเฉพาะในงานนี้จะมีการเลี้ยงและการแต่งกายเต็มยศกันแทบทุกวันตลอดอาทิตย์หนึ่ง

    ข้าพเจ้าตระหนักดีว่า สำหรับข้าพเจ้านั้นมีแต่ทางที่จะเสีย จะกราบทูลว่าไปไม่ได้ก็เสีย จะไม่กราบทูลก็เสีย เวลานั้นเป็นเวลาค่ำโพล้เพล้ ด้วยไข้และด้วยความปั่นป่วน ความกลุ้มใจ ข้าพเจ้าล้มตัวลงนอน แต่ไม่ทราบว่าอะไรที่มาดลใจข้าพเจ้าให้คิดว่าจะไม่มีทางอื่นแล้วที่อาจช่วยได้ นอกจากจะใช้พลังจิต และข้าพเจ้าเคยทำวิปัสสนาอยู่บ้าง แต่ก็มิใช่อยู่ในฐานะของผู้ที่แก่กล้าในทางวิปัสสนา

    ข้าพเจ้าแข็งใจนึกขอให้บรรดาอาจารย์ผู้ที่ศักดิ์สิทธิ์ขอให้เมตตากรุณาต่อข้าพเจ้าด้วยเถิด แล้วสะกดจิตกำหนดลมหายใจให้นิ่งได้แล้ว ก็จำอะไรอีกไม่ได้ มารู้สึกตัวในฝันว่า ข้าพเจ้าแหงนคอมองขึ้นไปทางหัวเตียงนอน ได้เห็นพระองค์หนึ่งสีจีวรเหลืองอร่ามชัด แต่ใบหน้าของท่านนั้นเป็นหิน หินที่มีสีคล้ายๆ ตอนสีอ่อนของสีดอกพิกุล

    ท่านประทับลอยอยู่เหนือหัวนอน และทันทีที่ข้าพเจ้าเพ่งมองพระพักตร์หินนั้น กระดุกกระดิกได้เหมือนหน้าคนธรรมดา และเป็นตอนที่ข้าพเจ้าจำได้ว่า พระองค์นั้นคือ ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ วัดเทพศิรินทร์ ซึ่งเพิ่งได้สละสังขารไปแล้วเมื่อไม่นานมา

    ในฝันนั้นข้าพเจ้าลุกขึ้นนั่งกราบท่าน แล้วออกปากทักว่า เจ้าคุณ ท่านยิ้มแล้วกลับนิ่งเฉย ต่อครู่ใหญ่ท่านจึงเอ่ยขึ้นว่า ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นของธรรมดา ก็รู้ (ข้าพเจ้า) อยู่แล้ว

    เจ็บไข้นี้มีทางเดียวที่จะมีทางบรรเทาได้ คือด้วยพลังจิตท่านก็รู้ จิตท่านแข็งจึงต้องมา ท่านกล่าวเบาๆ ช้าๆ เป็นตอนๆ เหมือนจะสั่งสอน แล้วท่านก็หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วท่านก็กล่าวขึ้นอีกพร้อมกับยิ้มน้อยๆ และด้วยน้ำเสียงของคนธรรมดาว่า อย่าวิตกเลย บรรทมให้สบายเถิด พรุ่งนี้จะหายประชวรแล้วเสด็จได้

    ข้าพเจ้าตื่นขึ้น ปรากฏว่ายังหงายหน้ามองที่เหนือเตียง และรู้สึกว่ายังเห็นจีวรเหลืองๆ หายแว่บไป แต่กำลังไม่สบายมากจึงนึกเพียงว่าฝันไป แล้วหลับผล็อยไป ต่อเมื่อตอนดึกค่อนรุ่งข้าพเจ้าตื่นขึ้นปัสสาวะรู้สึกว่า อาการปวดหัวเมื่อยร่างและอาการอ่อนเพลียนั้นค่อยยังชั่วขึ้น รู้สึกแปลกใจ แต่นึกว่าอาการที่ปรากฏค่อยยังชั่วนี้เป็น มโนภาพ และอาจเป็นภาวะหลอนของตัวข้าพเจ้าเองว่าสบายขึ้น จึงหลับตานอนกำหนดจิตต่อไปจนไม่รู้สึกตัว

    ต่อเช้าประมาณ 7 โมงจึงตื่นขึ้น อาการไข้ทุกอย่างทุกประการหายสิ้น แม้แต่การไอโขลกๆ ที่ถี่และแรงก็หายสิ้นไม่ไอเลย และพอถึง 12 นาฬิกา ข้าพเจ้าก็ออกเดินทางจากดอนเมือง เหมือนกับคนที่หายเจ็บแล้ว คงแต่รู้สึกเพลียบ้างเล็กน้อย เมื่อไปถึงประเทศอิหร่านก็เข้าไปร่วมฉลองงานทุกงาน โดยเฉพาะที่เมืองเพอเซพโพลิส ซึ่งตั้งอยู่บนเขาสูงมาก จึงทั้งหนาวทั้งหายใจยาก ด้วยมีออกซิเจนน้อย ข้าพเจ้าได้ตรากตรำกลางแดดกลางความหนาวทุกวัน บางวันไปงานตั้งแต่เช้าจนตีหนึ่ง

    เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงและประหลาดที่เกิดกับตัวข้าพเจ้าเอง ท่านจงเลือกพิสูจน์และเลือกเชื่อเอาเองเถิด ว่าจะเป็นเรื่องของอภินิหารหรือเรื่องธรรมดาๆ เพราะว่าพอข้าพเจ้ากลับมาก็ได้ไปซักถามนายแพทย์ผู้นั้นบอกว่า เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้ารักษาตัวของข้าพเจ้าเอง เพราะความแน่วแน่และพลังจิตนั้น ทำให้ส่วนกลไกต่างๆ ของร่างกายของข้าพเจ้าต่อสู้กับโรค และต่อสู้กับความรู้สึกของข้าพเจ้าจนชนะและหายไข้ชนิดที่ยาอาจทำไม่ได้ แต่แพทย์ก็ย่อมทราบกันดีว่า พลังจิตของคนไข้นั้นถ้าแข็งหรือพูดง่ายๆ ว่าคนไข้สู้ไข้แล้ว ย่อมเป็นพลังที่จะช่วยให้หมอรักษาโรคให้หายได้ดีกว่าคนไข้ที่ไม่สู้

    ข้าพเจ้าสนใจในเรื่องนี้ จึงได้คอยติดตามฟังและอ่านเรื่องเช่นนี้ในวงการแพทย์ต่อมาเสมอๆ เมื่อไม่นานมานี้ได้อ่านบทเขียนของนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคมะเร็ง ชาวอเมริกันเขียนเรื่องพลังจิต และเรื่องการให้คนไข้ทำวิปัสสนาเพื่อช่วยรักษาโรค เขาว่าเขาแนะนำกับคนไข้ที่เป็นโรคที่มีทางหายาก เช่น มะเร็ง ให้ทำวิปัสสนาและใช้พลังจิตช่วย เขารักษาโรค เขายืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเขาได้ผลดีอย่างน่าพิศวง คนไข้บางรายหายได้อย่างไม่น่าที่จะเป็นไปได้เลย และเป็นที่น่าประหลาดว่านายแพทย์ผู้นั้นมิได้นับถือพระพุทธศาสนา แต่เขาก็เอาวิธีการและพระธรรมหรือคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เขาเชื่อมาใช้เป็นผล เช่นก่อนอื่นเขาจะเริ่มสอนคนไข้ไม่ให้กลัว โดยชี้แจงว่าความตายเป็นของธรรมดา ทุกคนจะเลี่ยงไม่ได้ สังขารเป็นส่วนที่ประกอบขึ้นย่อมจะต้องเสื่อมสลาย เหมือนวัตถุและธาตุทั้งหลายทั้งปวง เมื่อคนไข้พอจะเข้าใจและบรรเทาความกลัวบ้าง เขาก็เริ่มสอนให้คนไข้ทำวิปัสสนา

    บทเขียนทั้งสิ้นนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าเชื่อ เพราะว่าข้าพเจ้าได้ประสบการณ์ หรือได้เกิดขึ้นกับตัวข้าพเจ้าเอง และข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นเรื่องของพลังจิตของสมเด็จพระบรมศาสดา และพลังจิตของ ท่านธรรมวิตตโกมหาเถระเจ้าคุณนรรัตน์ และพลังจิตที่ต่ำต้อยของข้าพเจ้า แต่ก็พอมีพลังเพียงพอที่จะรับอานุภาพพลังจิตอื่นที่ใหญ่ยิ่งได้

    บทความของท่าน พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ุ ยุคล หรือที่ในวงการภาพยนตร์เรียกท่านว่า เสด็จองค์ชายใหญ่ มีความน่าสนใจมาก เพราะเป็นเหตุการณ์จริงที่ท่านประสบมาด้วยพระองค์เอง ทรงได้นิพนธ์เอาไว้ให้ผู้เขียน นอกจากบทความนี้ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่ทรงนิพนธ์ให้ผู้เขียนไว้จะได้นำมาเสนอในโอกาสต่อไป
    แฉ่ง บางกะเบา

    พระสมเด็จพระแก้วมรกต ปี 2513 วัดศิลขันธาราม อ่างทอง หลังยันต์นูน นิรมิต ผงอธิฐานจิตโดยเจ้าคุณนร ฯ แห่งวัดเทพศิรินฯ
    พระสมเด็จ เจ้าคุณนรฯ หลังยันต์นูน รุ่นนี้บางองค์ จะเห็นมีเส้นเกศาผสมอยู่ด้วย
    สร้างโดย"พระเทพสังวรญาณ" (เจ้าคุณสนิท) อดีตเจ้าอาวาส วัดศีลขันธาราม อ่างทอง ที่เจ้าคุณนรรัตน์ฯโปรดปรานและเคยให้รางวัลในการเรียนดีมาก่อนหน้านี้ เป็น"เพชรแท้" ที่สร้างพระเพื่อ"แจกฟรี" สถานเดียว เจตนาการสร้างจึงบริสุทธิ์อย่างยิ่ง โดยได้นำเข้าพิธีอธิษฐานจิตครั้งสุดท้ายของเจ้าคุณนรรัตน์ฯ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2513
    เจ้าคุณสนิทฯ ได้เคยลงโบสถ์ทำวัตรสวดมนต์กับเจ้าคุณนรรัตน์ฯ จนคุ้นหน้ามาแต่ก่อน และเคยมีส่วนในงานสร้าง "พระสรงน้ำ" ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ สุขบท) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์อีกด้วย จึงมีผงเก่าของพระสรงน้ำในความครอบครองเป็นจำนวนไม่น้อย ต่อมา เมื่อถึงคราวเจ้าคุณสนิทฯทำพระให้เจ้าคุณนรรัตน์ฯเสกบ้าง ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ฯจึงออกวาจารับรอง ตามประสา "วิสาสา ปรมา ญาติ" เลยทีเดียวว่า "พระของพระครูฯ (หลวงพ่อวัดศีลขันธ์ฯ) ต้องทำให้ดี และทำให้เป็นพิเศษ”

    ท่านเจ้าคุณสนิท เกิดและอุปสมบทที่จังหวัดชลบุรี หลังจากนั้นท่านได้เข้ามาจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพ โดยมีท่านเจ้าคุณนรรัตน์ฯ ธัมมวิตกโก อยู่ในขณะนั้น ท่านเจ้าคุณสนิทมีความเคารพเลื่อมใสศรัทธาท่านเจ้าคุณนรฯ เป็นอย่างมาก และท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพศิรินทร์เป็นเวลาทั้งสิ้น 11 พรรษา

    จากนั้นท่านไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศีลขันธ์ ซึ่งขณะนั้นวัดศีลขันธ์ ชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก ละท่านเจ้าคุณสนิท จึงต้องเร่งหาทุนทรัพย์เพื่อมาทำนุบำรุงเสนาสนะต่าง ๆ ภายในวัด รวมทั้งก่อสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ เพิ่มเติม และก็มีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคทำบุญจนสำเร็จลุล่วง ท่านเจ้าคุณสนิท จึงสร้างวัตถุมงคลขึ้นเพื่อแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่ร่วมทำบุญ รวมทั้งพุทธศาสนิกชนทั่วไป โดยมิได้คิดมูลค่าใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ ท่านเจ้าคุณสนิท ยังได้มอบวัตถุมงคลชุดนี้แก่วัดต่าง ๆ ที่ขาดแคลนต้องการทุนทรัพย์ในการบูรณะหรือก่อสร้างศาสนสถานต่าง ๆ ภายในวัดเพื่อเป็นการพัฒนาวัดอีกด้วย

    วัตถุมงคลชุดนี้ สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2513 ประกอบด้วย พระสมเด็จสายรุ้ง วัดศีลขันธ์ เป็นหลัก และยังมีพระเนื้อผง และโลหะอีกมากมายนับสิบพิมพ์ โดยวัตถุมงคลชุดนี้ เจ้าคุณนรฯ วัดเทพศิรินทร์ ได้อธิษฐานจิตให้เมื่อปลายปี พ.ศ.2513 ซึ่งเป็นวัตถุมงคลชุดสุดท้ายที่ท่านอธิษฐานจิตก่อนที่จะมรณภาพ
    วัตถุมงคลชุดนี้ มีหลายสิบพิมพ์

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระนาคปรกเนื้อผงน้ำมันเจ้าคุณนร ออกวัดศีลขันธ์ อ่างทอง ปลุกเสกอธิฐานจิต ปี ๒๕๑๓ พิมพ์นี้สร้างน้อยแต่หาไม่ยาก หาได้ที่นี้ ครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260227_195823.jpg IMG_20260227_195845.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1771857933225.jpg FB_IMG_1771857884947.jpg

    หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม องค์นี้ แม้แต่พระอภิญญาอย่าง หลวงพ่อฤาษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง ยังยกย่องและยอมรับว่าหลวงพ่อจวนท่านนี้เก่งจริงๆๆพลังจิตกล้าแกร่งเหลือเกิน
    หลวงพ่อจวน เป็นพระองค์หนึ่ง ที่หลวงพ่อฤาษีฯ ให้ลูกศิษย์ไปกราบ และทำบุญด้วย เนื่องจากหลวงพ่อ ไปเจอหลวงพ่อจวนที่พระจุฬามณี โดยหลวงพ่อจวนไปทั้งกายเนื้อ
    มีอยู่เที่ยวหนึ่งหลวงพ่อท่านบอกว่า " เฮ้ย ! พวกแกลองสืบดูซิ มีหลวงตาองค์หนึ่งขาว ๆ ท้วม ๆ ล่ะนะ ชื่อ จวน อยู่สิงห์บุรี ลองดูสิว่ามีพระชื่อนี้อยู่สิงห์บุรีวัดไหน ช่วยบอกให้ด้วยหาไม่ยากหรอก ท่านดังด้วย หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม"
    ถาม : หลวงพ่อหาทำไมครับ
    ท่านบอกว่า : "วันก่อนขึ้นไปพระจุฬามณีเห็นหลวงตาจวนเดินตุ๊บ ๆ ตั๊บ ๆ อยู่ เขาเก่งว่ะ เขาไปทั้งตัวเลย ไม่ได้ใช้มโนมยิทธิถอดจิตไปนะนั่น เล่นไปทั้งตัวเลยล่ะ"
    ถาม : ยังอยู่ไหมครับ ?
    ตอบ : เรียบร้อยไปแล้ว ถ้าอยู่ไม่กล้าเล่ากลัวท่านเหยียบเอา (หัวเราะ) วัดหนองสุ่ม ขาว ๆ ยิ้มทั้งวันน่ะ น่ารักมาก....
    "สมัยที่หลวงพ่อจวนยังอยู่ จะไม่ให้ทำหนังสือวัตถุมงคล ท่านบอกว่า ของ ๆ ฉันถ้าจะดังเดี๋ยวดังเอง"
    หลวงพ่อจวนได้ละสังขารอย่างสงบ เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๓๖ สิริอายุได้ ๗๙ ปี พรรษา ๕๕
    หมายเหตุ: "พระจุฬามณี"
    หมายถึง เจดีย์พระจุฬามณี"บนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
    สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีปราสาทเนรมิต กับมี พระเจดีย์จุฬามณี อันเป็นที่ประดิษฐานพระเมาลีของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งเสด็จออกมหาภิเนกษกรมณ์ และเมื่อพระพุทธองค์นิพพานแล้วก็ได้เป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วองค์ขวาด้วย
    ขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ประวัติ พระครูสุจิตตานุรักษ์ (จวน สุจิตโต) วัดหนองสุ่ม สิงห์บุรี

    ชาติกำเนิด พระครูสุจิตตานุรักษ์ (จวน สุจิตโต) เกิดเมื่อวันที่ 13 เดือนสิงหาคม พุทธศักราช 2458 วันศุกร์ ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 9 ปีเถาะ จุลศักราช 1277 เวลา 13.15 นาฬิกา ณ บ้านหนองสุ่ม ตำบลห้วยชัน อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี โยมบิดาชื่อ เคลือบ ทิพย์กรรณ์ โยมมารดาชื่อ อิน ทิพย์กรรณ์ เป็นบุตรคนสุดท้อง ในจำนวนพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 6 คน เป็นพี่ชาย 2 คน เป็นพี่สาว 3 คน และมีพี่น้องร่วมแต่บิดาเดียวกันอีก 4 คน เป็นชาย 3 คน หญิง 1 คน โยมมารดาได้สิ้นชีวิตไปตั้งแต่ยังเยาวัย จึงได้อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของพี่สาวชื่อ นางสุขการศึกษาปฐมวัย พ.ศ.2467 ได้เข้าศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนประชาบาลวัดหนองสุ่ม จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพราะสมัยนั้นการเรียนมีเพียงชั้นประถมศึกษา 3 เท่านั้น ถือว่าเป็นการจบหลักสูตรประถมศึกษา อันมีครูฉาม เป็นครูใหญ่ และครูพิน เรืองสารณ์ เป็นครูใหญ่ต่อมา การบรรพชาอุปสมบท พ.ศ.2473 เมื่ออายุได้ 16 ปี บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดหนองสุ่ม ตำบลห้วยชันบ้านเกิดอยู่ 3 พรรษา ต่อมาก็ได้ลาสิกขาเพื่อไปช่วยพี่สาวปรพกอบอาชืพในการทำกสิกรรม พ.ศ. 2479 เมื่ออายุ 22 ปี ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ณ พัทธสีมาวัดประศุก ตำบลประศุก อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี โดยมีพระสมุห์จรัสเจ้าอาวาสวัดประศุก เป็นพระอุปัชณาย์ พระมหาหล่ำ วัดเฉลิมมาศ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ พระครูพิศิษฐ์ลศีคุณ วัดปราสาท เป็นพระกรรมวาจารย์ เมื่ออุปสมบทแล้วได้มาอยู่จำพรรษาที่วัดหนองสุ่ม 1 พรรษาแล้วได้ย้ายไป อยู่ที่วัดโพธิ์ลังกา ตำบลท่างาม อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรีเพื่อศึกษา พระปริยัติธรรม ป้อมดำ ตลอดมาพ.ศ.2482 ได้ลาสิกขาจากเพศบรรพชิตไปประมาณ5เดือนเศษเนื่องจากพี่สาวที่อุปการะเลี้ยงดูไม่มีคนช่วยทำงานในการประกอบอาชืพกสิกรรมการลาสิขาครั้งนี้หลวงพ่อเล่าว่าความจริงใจแต่เดิมแล้วไม่อยากลาสิขาแต่อีกใจหนึ่งก็นึกสงสารพี่สาวที่อุปการะมาสำแต่ก็มีข้อแม้ว่าจะต้อง จับฉลากเสี่ยงทายเสียก่อนมี ข้อความว่า สึก ใบหนึ่งและ ไม่สึก ใบหนึ่งเป็นจำนวนหลายใบใส่ลงในบาตร อธิษฐานต่อหน้าพระพุทธรูปและจับฉลากนั้นขึ้นมา ปรากฎว่าครั้งแรกจับฉลากใบไม่สึกขึ้นมา จึงทำการจับฉลากใหม่เป็นครั้งที่ 2 แต่ปรากฎว่าจับฉลากถูกใบไม่สึกอีก จึงตัดสินใจขอจับฉลากเป็นครั้งที่ 3 โดยตั้งปณิธาน ไว้ว่าถ้าถูกอย่างไหน จะยึดถือปฎิบัติเอาอย่างนั้น ครั้งที่ 3 นี้ ปรากฎว่า ได้ใบสึก จึงตัดสินใจ ลาสิขาไปตามคำปณิธานที่ตั้งไว้ ทั้งๆ ที่ยังรักและอาลัยในเพศพรหมจรรย์อยู่ แต่ด้วยความกตัญญกตเวที ที่มีต่อพี่สาวที่ได้อุปพ.ศ.2483 เมื่ออายุได้ 26 ปี ได้ทำการอุปสมบทใหม่อีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2483 ณ พัทธสีมา วัดประศุก ตำบลประศุก อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี โดยมี พระครูพิศิษฐ์ศีลคุณ เจ้าอาวาส วัดประศุก เป็นพระอุปชฌาย์ พระใบฎีกาถนอม วัดประสาท เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระมหาเพี้ยน วัดโพธิ์ลังกา เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้มาจำพรรษา อยู่วัดหนองสุ่ม ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจุบัน เป็นเวลา 35 พรรษาการะมาหรับเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายนั้นพี่สาวก็ไปกู้หนี้ยืมสินผู้อื่นมาซื้อให้ด้วยเมื่อไม่ลาสิขาไปก็กลัวพี่สาวจะเสียใจจึงตัดสินใจลาสิขาการศึกษาพระปริยัติธรรม เมื่ออายุครบ 16 ปี บรรพชา เป็นสามเณร 3 พรรษา ศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ.2473 สอบได้นักธรรมชั้นตรี พ.ศ. 2474 สอบได้นักธรรมโท เมื่ออายุได้ 26 ปีอุปสมบทแล้ว ได้ไปศึกษา พระปริยัติธรรม ที่สำนักเรียน วัดโพธิ์ลังกา ตำบลท่างาม อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี พ.ศ.2475 ได้ศึกษา ภาษาบาลี จากพระใบฎีกาเกลี่ยนที่ วัดนก และไป ศึกษาภาษาบาลีที่ วัดเฉลิมมาศ อีก แต่ก็มีอุปสรรค ได้ล้มเลิก กลางคันเสี่ยก่อน พ.ศ.2483 สอบได้นักธรรมตรี พ.ศ. 2484 สอบได้นักธรรมโทพ.ศ. 2485 สอบได้นักธรรมชั้นเอก ดังปรากฎเห็นได้อย่างแน่ชัดว่าพระครูสุจิตรตานุรักษ์(จวน สุจิตโต)มีสติปัญญาสามารถวิริยธุสาหะศึกษาหลักธรรมวินัยได้อย่างลึกซึ้งรู้และเข้าใจพระธรรมวินัยอย่างถูกต้องดังปรากฎการสอบนักธรรมชั้นตรีและโทได้ซึ้งท่านเองก็สอบได้ทั้ง 2 ครั้งสองคราวแสดงถึงสติปัญญาความสามารถของท่านได้เป็นอย่างดีในสมัยนั้นการศึเมื่อเข้ามาทำการอุปสมบทใหม่ก็จะต้องสอบใหม่หมดดังกรณีพระครูสุจิตตานุรักษ์(จวน สุจิตโต) เป็นตัวอย่าง พ.ศ. 2487 ได้หันมาสนใจศึกษา(วิชาไสยศาสตร์) ครั้งแรกเริ่มเรียนกับหลวงพ่อแป้นวัดบ้านไร่ อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ในวิชาเกี่ยวกับทำพวกเครื่องรางของขลังเรียนวิชาทำผ้ายันและอื่นๆ จากคุณครูโฉม อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เรียนวิชาตระกรุดโทนจากหลวงพ่อกองพระอาจารย์ผู้มีเกียรติคุณแห่งจังหวัดสุโขทัยและกับอาจารย์ทางวิชาไสยศาสตร์อื่นๆพร้อมกันนี้ก็ได้เรียนอักษรขอมด้วยต้นเองและก็มีความสนใจในวิชาไสยศาสตร์มาก
    #
    #ตำแหน่งหน้าที่ทางคณะสงฆ์พ ศ 2494 เป็นเจ้าอาวาสวัดหนองสุ่ม ต่อมาเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมประจำวสำนักวัดหนองสุ่ม และเป็นกรรมการคุมสอบนักธรรมสนามหลวง ที่สนามสอบวัดเฉลิมมาศ อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เป็นผู้อุปการะโรงเรียนประชาบาลวัดหนองสุ่มการก่อสร้างและปฏิสังขรณ์ พ ศ 2491 งานก่อสร้างครั้งแรกคือสร้างหอประชุม (ปัจุบันได้รื้อไแแล้ว) สีน้ำเงิน ประมาณ6000 บาท(หกพันบาท) พ ศ 2492 สร้างอุโบสถ์แบบยกพื้น ด้วยไม้ทั้งหลัง มุงหลังคาด้วยกระเบื้องขึ้นทั้งหลังกว้าง 4 วายาว 8 วา สิ้นจำนวนเงินประมาณ 10000 บาท (ประมาณหนึ่งหมืนบาท) ปัจจุบันอุโบสถหลังเก่านี้ยังปรากฏมีอยู่แต่ก็ชำรุดทรุดโทรมมากพ ศ 2501 สร้างศาลาการเปรียญ กว้าง 8 วา ยาว 14 วา สิ้นจำนวนเงินประมาณ 100000 (ประมาณหนึ่งแสนบาท) และทำการบูรณะปฏิสังขรณ์หลายคราว พ ศ 2512 ได้ปรับปรุงปฏืสังขรณ์กุฏิใหม่หมดรวม 8 หลัง เพราะกุฏิเดิมปลูกสร้างไว้นั้นไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยและเพื่อพัฒนาวัดให้มีบริเวณวัดกว้างขวางยิ่งขึ้นจึงย้ายกุฏิที่มีอยู่เดิมไปปลูกสร้างถอยหลังไปทางเขตท้ายวัดทางด้านทิศตะวันตกสภาพของกุฏิใหม่ยังคงรักษาทรงไทยแบบบ้านโบราณอยู่ มองดูสวยงามมาก สิ้นจำนวนเงินประมาณ 100000 (ประมาณหนึ่งแสนบาท)พ ศ 2513 ได้สร้างหอระฆังขึ้น 1 หลังเป็นจำนวนเงิน 30000 บาท (สามหมืนบาท) ผู้ที่ศรัทธาคือ นายสุนทร นางประมวล แสงมณี สร้างถวาย ชื่อ หอระฆัง แสงมณี พ ศ 2514 ได้ร่วมกรมอนามัยสร้างถังน้ำประปาเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ ของวัด โดยบริจาคทรัพย์ส่วนตัวร่วมกันฝ่ายละครึ่งเป็นจำนวนเงิน 8000 (ประมาณแปดพันบาท) พ ศ 2514 เป็นประธานในการติดต่อกับทางราชกาล กรมอนามัย สร้างสถานีอนามัยชั้น 2 ประจำตำบลห้วยชันเพื่อสะดวกแก่ชาวบ้านในเมื่อเกิดเจ็บป่วยพ ศ 2514 พิจารณาเห็นว่าอุโบสถที่สร้างขึ้นครั้งแรกนั้นไม่ถาวรเท่าที่ควร เพราะสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง จึงได้ดำเนินการก่อสร้างขึ้นใหม่แบบถาวรกระทัดรัดสวยงาม อุโบสถหลังใหม่นี้ กว้าง 26 เมตร ยาว 40 เมตร วางศิลาฤกษ์เมื่อวันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ ศ 2514 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาแล้วและผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิตเสร็จเรียบร้อย เมื่อวันที่13 -21 กุุมภาพันธ์ พ ศ 2518 สิ้นจำนวนเงินประมาณ 900000 บาท (ประมาณเก้าแสนบาทเศษ)

    พ ศ 2515 สร้างศารารับรองแขก กว้าง 6 ยาว 12 วา สร้างเป็นอาคารชั้นเดียว สิ้นจำนวนเงินประมาณ 80000 บาท (ประมาณแปดหมื่นบาทเศษ) พ ศ 2515 เป็นประธานติดต่อในการชวน คุณแม่พลอย ภูสง่า ให้บริจาคที่ดินจำนวน 5 ไร่เศษ ถวายเป็นสมบัติวัดหนองสุ่ม เพื่อสร้างโรงเรียนประชาบาลวัดหนองสุ่ม ปัจจุบันโรงเรียนประชาบาลวัดหนองสุ่มได้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วโดยงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ พ ศ 2516 ท่านเป็นผู้มีส่วนร่วมพัฒนาหมู่บ้านหนองสุ่มให้เจริญรุ่งเรือง ถนนหนทางสะดวก สบายยิ่งขึ้นแต่ก่อน การคมนาคมก็สะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยร่วมมือกับทางราชกาลตัดถนนผ่านที่เอกชนจนถึงวัด เป็นทางหลวงจังหวัดเข้าหมู่บ้านประมาณ 10 ก มพ ศ 2517 ได้สร้างตึกครุภันฑ์ (โรงครัว) เป็นอาคารตึก 2 ชั้น 1 หลังและอาคารชั้นเดียว 1 หลังซึ้งกำลังก่อสร้าง กว้าง 6 วา 1 ศอก ยาว8 วา สิ้นเงินประมาณ 600000 (ประมาณหกแสนบาท) (เกียรติคุณพิเศษ) พระครูสุจิตตานุรักษ์(จวน สุจิตโต)เป็นพระคณาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณรูปหนึ่งประกอบด้วยศิลาจารวัตรอันดีงามตามลักษณะแบบสมมณะผู้รักสงบสุขุมเยือกเย็นมีเมตตากรุณาธรรมอันสูงส่งเป็นบูชารหบุคคลที่นำมาซึ่งความเคารพเลื่อมใสกราบไหว้บูชาของสาธุชนเป็นจำนวนมากและมีเกียรติคุณเป็นที่นิยมเชื่อถือของสาธุชนอย่างกว้างขวางและศักสิทธิ์

    นอกจากการสร้างถาวรวัตถุในวัดหนองสุ่ม แล้วหลวงพ่อยังได้ให้ความอุปถัมภ์แก่วัด โรงเรียน และส่วนราชการทั้งในเขตจังหวัดสิงบุรี และใกล้เคียง โดยทั่วไป เช่น การบริจาคการก่อสร้างศาลาการเปรียญวัดท่า บริจาคและจัดตั้งกองทุนมูลนิธิโรงเรียนวัดหนองสุ่ม บริจาคกองทุนมูลนิธิ วัดก้าร้อง และบริจาคทุนการก่อสร้างอาคารสำนักการประถมศึกษา อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เป็นต้นประวัติของพระเดชพระคุณ พระครูสุจิตตานุรักษ์ (หลวงพ่อจวน) เป็นประวัติที่ควรแก่การยกย่องสรรเสริญที่ชนรุ่นหลังจะได้จดจำ และนำเอามาเป็นเยี่ยงอย่าง บั้นปลายชีวิตหลวงพ่ออาพาธด้วย โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง ลูกศิษย์ได้นำไปบำบัดรักษาทร่โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลสิงห์บุรี โรงพยาบาลอินทร์บุรี หลายครั้งอาการคงทรงกับทรุด และถึงแก่การมรณภาพเมื่อ วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฏาคม พ ศ 2536 (แรม 8 ค่ำ เดือน 8 ) รวมอายุได้ 79 ปี 35 พรรษา ต่อมาทางวัดหนองสุ่ม โดยพระครูพิทักษ์ศาสนวงษ์ เจ้าอาวาสวัดหนองสุ่ม คณะกรรมการวัดข้าราชกาล ศิษย์ยานุศิษย์ และ ประชาชน ได้ร่วมประชุมตกลงให้มีการจัดการพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อจวน สุจิตโต ในวันครบรอบมรณะ ปีที่ 6 ในวันอาทิตย์ที่ 11 กรกฏาคม 2542 โดยมีเจ้าประคุณสมเด็จพุทธโฆษาจารย์ (พุฒ สุวฑฒโน ป.ธ.7) เจ้าอาวาสวัดสุวรรณาราม กรุงเทพมหานคร กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นองค์ประธานฝ่ายสงฆ์ มีพระธรรมราชานุวัตร (หลวงเตี่ย) เจ้าคณะภาค 3 เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานคร เป็นรองประธานฝ่ายสงฆ์ มีนายชนะศักดิ์ ยุวบูรณ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และนายนิคม บูรณพันธ์ศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในงานมีพระเถระชั้นผู้ใหญ่ พระภิกษุ สามเณร ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ข้าราชการการเมือง หัวหน้าส่วนราชการ ศิษย์ยานุศิษย์ พ่อค้า ประชาชน จากจังหวัดสิงห์บุรี และ ต่างจังหวัด มาร่วมงานพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่ออย่างมากมาย แม้ว่าหลวงพ่อท่านจะล่วงลับไปนานหลายปีจากไปเพียงแต่รูปสังขาร สาระแก่นสารชีวิต ประโยชน์กิจที่หลวงพ่อได้ประกอบกระทำไว้แล้วนั้น หาสูญสิ้นไปด้วยไม่ สมด้วยนัยพระพุทธภาษิตที่ว่า

    ""รูป่ ชีรติ มจุจาน่ นามโคตุต่ น ชีรติ""รูปกายของมนุษย์และสัตว์ย่อมคร่ำคร่า เสื่อมสิ้นไปแต่ชื่อโคตรสกุลความดีของผู้นั้น หาถึงความคร่ำคร่าเสื่อมสูญไปไม่
    ข้อมูลนี้ผมได้นำมาเขียน จากหนังสื่อพัทธสีมานุสรณ์ วัดหนองสุ่ม 13-21 กุมภาพันธ์ 2518 และ หนังสือ พระครูสุจิตตานุรักษ์ เล่มสีแดงครับ เพื่อเผยแพร่เกียจติคุณและคุณงามความดีของหลวงพ่อที่มีต่อลูกศิษย์ทั้งหลายครับ ท่านใดที่อยากเผยแพร่ประวัติหลวงพ่อผมยินดีให้ข้อมูลต่างๆ ที่ผมเขียนลงไว้นี้ได้เลยครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จหลังรูปเหมือนผสมผงตะไบผงแร่ เลี่ยม พร้อม แขวนบูชา

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260227_203859.jpg IMG_20260227_203922.jpg
     
  8. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,512
    ค่าพลัง:
    +7,671
    ขอจองครับ
     
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,139
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1772211655016.jpg

    พระผงสมเด็จพิมพ์ปรกโพธิ์ปี 2522
    ท่านพระครูนิวาสธรรมรังสี หรือหลวงพ่อช่วย กตฺตสาโร ผู้ทรงคุณทางเมตตาแคล้วคลาด
    สร้างพระผงสมเด็จพิมพ์ปรกโพธิ์เนื้อดอกพิกุลผสมขี้ผึ้งมหาเสน่ห์ อุดมด้วยเมตตาใครได้ไว้ ไม่มีใครเกลียดแม้ศัตรูยังยอมกลับใจ เข้าหาผู้ใหญ่เรื่องยากกลับเป็นง่ายค้าขายแม้มีคู่แข่งก็หมดก่อนดีเด่นประจักษ์แค่ชาววังใหญ่ เป็นอย่างดี สร้างพระผงสมเด็จเนื้อผงใบลานสีดำ ปกป้องสารพัดเขี้ยวงา สารพัดแคล้วคลาด พิมพ์ปรกโพธิ์มีผู้รับไปจากท่านแล้วปรากฏผลเมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วแคล้วคลาดได้เหมือนหยิบทุกข์ออกจากอก

    สมเด็จปรกโพธิ์
    หลวงพ่อช่วย วัดวังใหญ่ ต.ท่าไม้ อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ รุ่นสร้างศาลาการเปรียญ ปี 2522 เป็นเนื้อดอกพิกุลผสมขี้ผึ้งมหาเสน่ห์

    หลวงพ่อช่วย เป็นพระที่มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย เฉกเช่นพระนักปฏิบัติทั่วไป เป็นเกจิสายนครสวรรค์อีกท่านหนึ่งที่เก่งเงียบๆ คนท้องถิ่นอื่นไม่ค่อยรู้จักท่าน เพราะท่านไม่ได้ออกงานปลุกเสกตามงานต่างๆ ผู้คนจีงไม่ได้ยินชื่อเสียงท่านเท่าที่ควร ตลอดชีวิตท่านสร้างวัตถุมงคลเพียงรุ่นสร้างศาลารุ่นนี้เพียงรุ่นเดียว รุ่นสร้างศาลาของท่านก็มีรูปหล่อ เหรียญเสมา สมเด็จพิมพ์ปรกโพธิ์ นกคุ้มขนาดบูชา และขนาดพกพาเป็นงาแกะ และรูปหล่อหลวงพ่อตุ่น ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสองค์ก่อนท่าน การปลุกเสกวัตถุมงคลของท่าน ท่านจะปลุกเสกของท่านในกุฏิ เสียงสาธยายมนต์พรึมพรัม และเสียงแกรกกราก ระคนกัน แสดงว่าท่านใช้มือคนวัตถุมงคลไปด้วยในขณะที่ท่องมนต์ ท่านจะปลุกเสกตอนค่อนรุ่ง ที่ผมทราบเพราะตอนนั้นผมบวชอยู่กับท่าน เดินเข้าห้องน้ำช่วงค่อนรุ่งจะต้องได้ยินทุกคืน และวัตถุมงคลรุ่นนี้ นอกจากท่านจะปลกเสกเดี่ยวแล้ว ท่านยังได้จัดพิธีปลุกเสกใหญ่ด้วย

    ที่มา เฟส ชวนชมพระเครื่อง
    ...........

    พิธีปลุกเสกร่วมกับครูบาอาจารย์ในยุคนั้นอีก ๕๐ รูป

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกๆที่มาอย่างสูงครับ

    ถ้าใครได้อ่านหนังสือนะโมสมัย เมื่อ30 กว่าปีก่อน จะพอรู้จักท่าน และ ยุคนั้น น่าจะ ได้บูชาวัตถุมงคล โดยการเขียนจดหมาย ใส่เงินหรือธนาณัติไปบูชาที่วัด

    พระผงสมเด็จพิมพ์ปรกโพธิ์เนื้อดอกพิกุลผสมขี้ผึ้งมหาเสน่ห์ องค์นี้เนื้อยังฉ่ำๆแม้จะผ่านกาลเวลาเกือบ ๕๐ ปี

    300 ค่าจัดส่งดวน30บาทครับ

    IMG_20260228_001926.jpg IMG_20260228_001950.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...